Part II
ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้นวมริมหน้าต่างบานใหญ่ ในห้องมีเพียงแสงสลัวๆที่ส่องลอดพ้นชายผ้าม่านหนาทึบที่ขึงปิดบานหน้าต่าง เขาแหวกผ่าผ้าม่านออกเล็กน้อย พอให้เห็นสวนด้านนอกที่ถูกปล่อยให้รกรุงรังเพราะเจ้าของบ้านไม่อาจออกไปดูแลได้ นกกระจาบสีฟ้าเกาะอยู่ที่คบไม้ เมื่อรู้สึกว่ามีผู้ลอบมองเจ้านกก็บินหนีไป
เขาปิดม่านกลับอย่างเดิมแล้วเอนหลังลงกับพนักเก้าอี้ ถอนหายใจเฮือกโต
“ถอนหายใจแต่ยิ้มเสียแก้มปริเชียวนะขอรับ นายท่าน”
เสียงนั้นมาจากชายอีกคนในชุดหัวหน้าคนรับใช้ ชายหนุ่มแม้จะไม่เข้าใจภาษาที่อีกคนใช้นัก แต่เพราะระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมานั้นช่างยาวนาน ทำให้เขาพอจะเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อว่าอะไร
“อย่า...อย่าแซว ซิลเวอร์เนล” ชายหนุ่มหลิ่วตา “ไม่ใช่ความผิดของข้าสักหน่อยที่มีความสุข”
“ก็ถูกของท่าน ความจริง...ทุกอย่างที่พวกเราทำ ก็เพื่อให้ท่านมีความสุข”
“ความสุขของท่านคือความสุขของเราเจ้าค่ะ”
หญิงสาวอีกผู้หนึ่งในชุดสาวใช้ที่นั่งอยู่ข้างหัวหน้าคนรับใช้เอ่ยขึ้นบ้าง
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเข้าใจที่ข้าพูด...” ชายหนุ่มยิ้ม “แต่ข้าไม่เคยเข้าใจพวกเจ้าเลย ต่อไปนี้..ไม่อีกแล้ว เมื่อเธอมา...เราจะสื่อสารกันได้อย่างแท้จริงเสียที ไม่ต้องมานั่งวาดรูปใบ้กันไปใบ้กันมาอย่างนี้
“เธอคือความหวังเดียวของเรา...แสงสว่างหนึ่งเดียวของข้า”
ผู้น้อยทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย
“เอาล่ะ เรามีเวลาสองวันที่จะเตรียมการต้อนรับเธอ ข้าตั้งใจไว้ว่าจะให้เธออยู่ที่ปีกตะวันออก เพราะฉะนั้น เปิดห้องทุกห้องที่เคยปิดตายไว้ ซิลเวอร์เทล ขึ้นเงากระจกทุกบาน เชิงเทียนและของตกแต่งทุกชิ้น โคมไฟระย้าทุกอัน ทั้งหมดจะต้องเป็นมันวาวก่อนเช้าวันที่สิบแปด
ฟอกซ์เทล ทำความสะอาดโถงทางเดินและระเบียงทุกแห่ง ห้องทุกห้องจะต้องสะอาดเรียบร้อย ไม่มีฝุ่นหรือหยากไย่แม้แต่จุดเดียว อ้อ...ถ้าเป็นไปได้ช่วยเย็บชายเชิ้ตตัวนั้นให้ฉันด้วยนะ”
“ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
ทั้งสองขานรับอย่างแข็งขัน ชายหนุ่มยิ้ม
“ข้าเองก็จะช่วยด้วย” เขายันตัวขึ้นจากเก้าอี้นวม ผู้รับใช้ทั้งสองร้องห้ามเสียงลั่น
“แต่นายท่าน!”
“ร่างกายของนายท่าน!”
“พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก ข้าไม่อยากเป็นภาระของพวกเจ้า วันนี้ฝันข้ากำลังจะเป็นจริงแล้ว ข้าทนอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก ข้าต้องทำอะไรบ้าง”
“แต่ว่า”
“เถอะน่า...หาอะไรให้ข้าทำหน่อยสิ เล็กๆน้อยๆก็ได้” ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม มองตาคนรับใช้ทั้งสองด้วยดวงตาฉายแววจริงจัง
ผู้น้อยทั้งสองมองหน้ากันอย่างสับสน ก่อนที่คนผู้หญิงจะเอ่ยขึ้นก่อน
“ของขวัญไงเจ้าคะนายท่าน...ของขวัญ (Present)”
“นำเสนอ (Present) เหรอ นำเสนออะไรล่ะ”
“ไม่ใช่ขอรับ...ของขวัญ” หัวหน้าคนรับใช้พูด “หาของขวัญให้นายหญิงสิขอรับ”
“ดอกไม้สิเจ้าคะ นายท่าน ดอกไม้ (Flower)”
“อะไรนะ รสชาติ (Flavor) เหรอ”
“มิใช่เจ้าค่ะ ดอกไม้...Fleur…ดอกไม้เจ้าค่ะ”
“ของขวัญขอรับ ให้ดอกไม้เป็นของขวัญกับนายหญิงสิขอรับ”
“ดอกไม้...นำเสนอ...อ้อ ของขวัญ” ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจ เขาพยักหน้า “ให้ข้าหาของขวัญต้อนรับให้เธอใช่ไหม”
“ใช่ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มขยับเปลี่ยนท่านั่ง
“อะไรดีล่ะ...ของขวัญเหรอ ดอกไม้อย่างที่พวกเจ้าว่าก็ดีนะ” ชายหนุ่มเอ่ยลอยๆคล้ายพูดกับตนเอง ผู้น้อยทั้งสองมองหน้ากัน...ยิ้ม นายท่านของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ภวังค์แล้ว ภวังค์ความคิดของนายท่านเป็นห้วงคิดที่แข็งแกร่งมากหลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบสามศตวรรษ ผลที่ตามมาคือคราใดก็ตามที่นายท่านของพวกเขาตกอยู่ในห้วงคิดของตัวเอง เขาจะสามารถนั่งพึมพำกับตนเองอยู่เช่นนั้นได้เป็นวันๆเลยทีเดียว และนั่นก็เพียงพอที่จะให้ทั้งสองทำงานทั้งหมดจนเสร็จเสียก่อนที่เขาจะทันรู้สึกตัวได้
“ดอกอะไรดีล่ะ...กุหลาบ...กุหลาบนี่เชยไปไหมนะ”
“ลิลลี่ก็ดีนะเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยกระตุ้น
“ลิลลี่...สีขาวเนอะ...ลิลลี่กับกุหลาบ อืม...” ชายหนุ่มเริ่มพึมพำกับตนเอง คนรับใช้ทั้งสองมองหน้ากันอีก “แล้วข้าจะไปซื้อยังไง...นี่ร้านดอกไม้ปิดรึยังนะ”
“ตอนค่ำร้านที่หัวมุมยังเปิดอยู่ขอรับ”
ดวงตาของชายหนุ่มเหม่อมองที่อากาศธาตุเหนือศีรษะคนทั้งสอง ดวงตาของเขาคงสะท้อนภาพช่อดอกไม้แสนสวยในความว่างเปล่า ริมฝีปากบางเผยออ้าเล็กน้อย สาวใช้ลุกขึ้นยืนเข่า ใช้นิ้วเรียวบางใต้ถุงมือผ้าฝ้ายลูบปิดเปลือกตาชายหนุ่มลง
เขาหลับไปแล้ว
สาวใช้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เช่นเดียวกับหัวหน้าคนรับใช้
“นายท่านหลับแล้ว...และคงหลับไปอีกนาน” นางพูด ถอดถุงมือที่ใช้เพื่อการนี้เท่านั้นออก
“กี่ครั้งๆเจ้าก็ยังทำได้ดีเช่นเดิม...เราจะมีเวลาสักเท่าไร”
“ข้าคิดว่าประมาณสิบแปด หรืออย่างดีก็ยี่สิบชั่วโมง” สาวใช้ตอบ มองดูนายเหนือหัวที่กำลังหลับใหล “ข้าไม่อยากทำเช่นนี้เลย”
“อีกเพียงสองตะวัน....ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป นายท่านจะมีสหาย...เจ้าจะไม่ต้องทำเช่นนี้อีกแล้ว” หัวหน้าคนรับใช้ตอบ “ปีกตะวันออกแห่งเดียว หากข้ากับเจ้าช่วยกันคงจะเสร็จก่อนสองยามวันพรุ่ง”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น...เรามาพยายามกันอีกครั้งนะ เพื่อนายท่านของเรา”
“ไปกันเถิด อย่าร่ำไรอยู่เลย”
สาวใช้พยักหน้าเห็นด้วย แล้วทั้งสองก็ละจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ที่ไม่มีแม้เสียงลมหายใจ
~Eternity~
วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553
[Beautiful Soul] Part I
Part I
เซอครีส เลอ บลองเซ่ เป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ปี หน้าตาน่ารักอย่างเด็กผู้หญิงทั่วๆไป คือไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่โดดเด่นอะไร สำหรับญาติร่วมตระกูลทั้งหลาย เซอครีสเหมือนรอยเปื้อนบนผ้าปูโต๊ะสีขาวที่ทำยังไงก็เอาไม่ออก เธอมีผมสีแดงอมน้ำตาลเหมือนขนของสุนัขจิ้งจอก ต่างจากทุกคนในตระกูลที่มีผมสีบลอนด์ทอง ผิวขาวอมเหลืองและดวงตาสีดำสนิทดูแปลกแยก ไม่มีอะไรเลยที่เหมือนกับคนในตระกูล
น้องสาวทั้งสองของเธอต่างหากที่เป็นเลอ บลองเซ่ ของแท้ ผิวขาวสะอาด ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า น่ารักยังกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ต้องทะนุทนอมอย่างดี เซอครีสเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ทั้งแม่ ทั้งน้องสองคน ก็ผมบลอนด์ตาฟ้ากันทั้งนั้น มีแต่เธอคนเดียวที่เหมือนพ่อที่ผมสีน้ำตาลอ่อนกับตาสีน้ำเงิน...อันที่จริงก็ไม่ได้เหมือนเท่าไหร่ แต่เธอคงได้เลือดพ่อมามากที่สุด
เซอครีสเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา ธรรมดาจริงๆ ที่โรงเรียน เธอเรียนดี เรียนเก่ง แต่ก็ไม่ใช่ขวัญใจของคุณครู ในหมู่เพื่อน เพราะสีผมสีตา ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย ที่บ้าน...ก็อย่างที่ว่า เธอไม่ใช่ลูกคนโปรด เธอไม่เหมือนคนอื่นๆ
ทุกอย่างที่เธอทำลงไป...ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน จะออกมาแบบไหน ไม่เคยมีใครเห็นว่าดี ความผิด ไม่ว่าอะไร ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นแม่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบทั้งสอง แม่กับพ่อจะหัวเราะและเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากคนทำเป็นเธอแล้ว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆที่น่าหัวเราะจริงๆ ทุกคนก็ทำราวกับว่าเธอไปฆ่าคนมายังไงยังงั้น
เฮอะ ก็ชั้นไม่น่ารักนี่นา
เอาเถอะๆ
ถ้าถามคุณครูที่สอนเธอละก็ ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เซอครีส เลอ บลองเซ่ เป็นเด็กผู้หญิงที่เอาจริงเอาจัง ตั้งใจเรียน บางครั้งก็ดูจะจริงจังมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่หลังจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ เซอครีสดูผ่อนคลายขึ้น เริ่มเล่นและเหม่อลอยในเวลาเรียนอย่างเด็กสาวๆคนอื่นบ้างแล้ว เป็นที่พูดถึงกันในหมู่ครูว่าเด็กสาวคงเริ่มมีความรัก
ความจริงก็เป็นอะไรทำนองนั้นแหล่ะ
เซอครีส เลอ บลองเซ่มีความลับ เป็นความลับที่ไม่เคยบอกใคร อันที่จริงแล้วไม่มีใครสนใจอยู่แล้วว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะคิดยังไง มีความลับอะไรในใจ...ถึงอย่างนั้นความลับนี้ก็เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่
เธอทำสัญญากับปีศาจ
ไม่ใช่ขายวิญญาณแลกพลังอำนาจ หรือชีวิตอมตะอย่างที่เคยเห็นกันอยู่ในนิยาย แต่เป็นเพื่ออิสระ
เดือนกรกฎาคมที่ว่าพฤติกรรมของเด็กสาวเปลี่ยนแปลงไปนั้น หากจะพูดให้เจาะจงก็คือคืนวันที่สิบแปดกรกฎาคม เมื่อเวลาสี่นาฬิกากับอีกสามสิบสองนาที หลังจากนอนหลับไปได้เกือบแปดชั่วโมง เธอก็ลุกขึ้นมาดื่มน้ำที่เหยือกแก้วใบใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกห้อง และตอนนั้นเองที่เธอได้พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มผู้มีอายุยี่สิบห้ามาได้สองร้อยห้าสิบปีแล้ว
รายละเอียดในค่ำคืนวันนั้นไม่แน่ชัดนัก ตัวเด็กสาวเองก็หลงลืมไปเสียเกือบหมดแล้ว เกี่ยวกับชายหนุ่มผู้นี้ เธอจำได้เพียงชื่อของเขา น้ำเสียงอ่อนโยนของเขา และใบหน้าเสียโฉมของเขา
เขามีข้อเสนอที่คิดว่าเด็กสาวน่าจะสนใจ เขากล่าวว่าเขาสามารถพาเธอไปจากฝรั่งเศส และย้ายไปอยู่กับเขาที่คฤหาสน์ของเขาซึ่งมีเพียงแค่เขากับคนรับใช้สองคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้กันสักคน เขาสัญญาถึงความสะดวกสบาย บ้านและเสื้อผ้าหรูหรา และของมีราคานับไม่ถ้วน แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวสนใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่สามารถจูงใจเธอให้ทำตามคำขอร้องของเขาได้
คำขอที่ขอให้เธอเป็นเจ้าสาวของเขา
เซอครีสอยากไปจากฝรั่งเศส แม้แผ่นดินฝรั่งเศสจะเป็นแผ่นดินเกิดก็จริง แต่เธอก็ไม่เคยคิดที่จะใช้เป็นที่ฝังร่างและนอนหลับตลอดไป แผ่นดินฝรั่งเศสไม่ใช่ที่ที่เธออยู่แล้วมีความสุข เธอไม่เคยพอใจกับการอาศัยอยู่ที่นี่
นี่ต่างหากที่เธอต้องการ
แลกกับการเป็นล่ามระหว่างเขากับคนใช้ทั้งสอง และไปอยู่ร่วมห้องในฐานะเจ้าสาวแล้ว เซอครีสถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากทีเดียว เด็กสาวยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ไปจากฝรั่งเศส....ต่อให้เขาขอให้เธอไปเป็นคนรับใช้ก็ตามที
อันที่จริงเด็กสาวร้องขอไปจากที่นี่ตั้งแต่คืนนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ชายหนุ่มผู้นั้นห้ามเอาไว้ เขาเห็นว่าเธอยังเป็นเด็กที่ยังไม่มีสิทธิในตัวเอง เขาร้องขอให้เธออดทนรอจนกว่าตัวเธอจะอายุครับสิบห้าปี หรือก็คือบรรลุนิติภาวะแล้วเสียก่อน
ซึ่งเด็กสาวจะอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่สิบแปด ตุลาคม...อีกสี่เดือนหลังจากนี้
ตั้งแต่อายุได้สามขวบ บ้านก็กลายเป็นเหมือนคุก เมื่อมีน้องสาว....เมื่อมีคนให้เปรียบเทียบ เธอที่แตกต่าง...น่ารักไม่เท่า ก็กลายเป็นหมาหัวเน่า เด็กน้อยหาทางออกให้ตัวเองโดยการอ่านหนังสือ เธอค้นพบโลกอีกใบที่ดีกว่าในหนังสือเมื่ออายุได้ห้าขวบ เธอเริ่มหลงใหลโลกใบใหม่ เมื่อได้รู้จักกับปีศาจของดร.แฟรงค์เคนสไตน์ สิ่งที่เธอคิดก็คือ
วิคเตอร์ แฟรงค์เคนสไตน์นั่นแหล่ะที่ผิด ถึงภายนอกจะอัปลักษณ์ แต่ฉันก็ยังเห็นจิตใจที่ดีงามในตัวเธอ และคนที่ทำให้มันกลายเป็นดวงใจอำมหิตของปีศาจก็คือเขา รูปกายจะเป็นยังไงไม่สำคัญ...มาหาฉันสิ ฉันจะรักเธอเอง ฉันจะอยู่ข้างๆเธอเอง ขอเพียงแค่เธอรักฉัน...
แล้วเธอก็ขอเช่นนั้นมาตลอด...ตลอดเวลาเกือบสิบปี
มาถึงวันนี้ หลังจากรอคอยมาเกือบสิบปี สิบปีที่เธอเฝ้าร้องขอเช่นเดิมทุกค่ำคืน คำขอร้องของเธอก็เกิดผล
เขาอาจจะไม่ใช่เจ้าชายรูปงาม ใบหน้าของเขาอาจจะดูสยดสยอง เซอครีสเข้าใจดีเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ไม่น่าดู เพราะตัวเธอเองก็ใช่ว่าจะงดงาม แต่หากเขาเห็นว่าเธอสวยพอที่จะเป็นเจ้าสาวของเขาได้ เธอก็จะยอมเป็นเจ้าสาวของเขา และหากเขาจะทนมองหน้าเธอตลอดชั่วนิจนิรันดร์ได้ เธอก็จะรักเขา...และอยู่เคียงข้างเขาเอง
-x-x-x-x-x-x-
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม สิบเอ็ดนาฬิกา ยี่สิบสามนาที
หอสมุดโรงเรียน ชั้นสอง แผนกวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ
ความจริงเซอครีสสนใจภาษาเอเชียตะวันออก ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เด็กสาวเรียนรู้ด้วยตนเองและฝึกฝนโดยใช้เจ้าของภาษาให้เป็นประโยชน์ เธอสนิทกับเจ้าของร้านกาแฟชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งและเขาสอนเธอจนสามารถใช้ภาษาของเขาได้คล่องไม่เพียงแค่พูด เซอครีสสามารถอ่านภาษาดังกล่าวได้เข้าใจแม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตาม
เงียบมาก...ห้องสมุดแห่งนี้เงียบมาก โดยเฉพาะแผนกที่เธอยืนอยู่นี้แล้วพูดได้ว่าไม่มีคนอื่นอยู่เลย เสียงฝีเท้าที่ดังแผ่วๆก็มีแต่มาจากพื้นรองเท้าผ้าใบของเธอเท่านั้น วันนี้เธอเอาชุดนักสืบของฮาร์ลาน โคเบนสองเล่ม รวมถึงการ์ตูนเจ้าหนูนักสืบที่เจ้าของร้านกาแฟหนุ่มแนะนำมาคืน
เด็กสาวเก็บหนังสือทั้งสามเล่มเข้าที่ของมัน เดินช้าๆไปตามช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ แสงสลัวๆบวกกับอากาศที่เย็นเยียบสามารถทำให้คนที่กำลังอ่านหนังสือสยองขวัญอยู่รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาได้...ความจริงในนี้น่าจะสว่างกว่าที่เป็นอยู่ แต่อันที่จริงก็มีแต่เด็กสาวนี่แหล่ะที่ชอบยืนอ่านตามชั้นหนังสือมืดๆ
เสียงเดินลากเท้าดังขึ้น เจ้าของเท้าคู่ที่ทำให้เกิดเสียงนี้ขึ้นน่าจะเดินอยู่ระหว่างชั้นด้านหลัง เด็กสาวยิ้มเมื่อนึกถึงใครก็ตามที่สนใจวรรณกรรมภาษาต่างประเทศเช่นกัน เชอครีสก้าวผ่านชั้นดังกล่าวและกำลังจะหันมองเจ้าของเสียงฝีเท้านั้น แต่แล้ว
ด้วยความตกใจอย่างที่สุดของเซอครีส เลอ บลองเซ่ ร่างสูงใหญ่เข้าประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วพร้อมมือหนาที่ปิดปากเด็กสาวไว้อย่างแน่นหนา เจ้าของมือนั้นดันตัวเธอเข้าหลบหลังชั้นหนังสือ เด็กสาวเงยหน้ามองเจ้าของมือนั้น
แล้วเธอก็เห็นใบหน้าเสียโฉมของเขาผู้นั้น
เธอจำเขาได้ดี...ทำไมถึงจะจำผู้ชายที่สัญญาจะเป็นเจ้าสาวของเขาไม่ได้...แม้ว่าจะไม่ได้พบหน้าเขามาเป็นเวลานานเหลือเกินก็ตาม เด็กสาวอ้าปากจะพูด หากแต่เขายิ้มและยกมือแตะริมฝีปากของเธอไว้
เขาส่งกระดาษแข็งแผ่นหนึ่งให้เธอ เด็กสาวสังเกตเห็นว่าเขาสวมถุงมือหนังสีดำสนิท
กระดาษแผ่นนั้นเป็นสีขาว มีกลิ่นหอมจางคล้ายกลิ่นโคโลญของชายหนุ่ม บนนั้นมีกรอบข้อความลวดลายเถาวัลย์ดอกไม้เขียนด้วยหมึกสีดำ ภายในกรอบนั้นเขียนข้อความสั้นๆเป็นตัวอักษรลวดลายด้วยหมึกสีดำเช่นกัน
ข้อความมีอยู่ดังนี้
ได้โปรดอย่าลืมนัดสำคัญของเรา
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ สบตาเขา ยิ้มให้และพยักหน้ายืนยันว่าแน่นอน ชายหนุ่มยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่เบาบางเหมือนหมอกในยามเช้า เขาปล่อยมือจากเธอ โค้งอย่างสง่างามและผละไป
เซอครีสร้องเรียกเขา แม้ว่าเวลาแห่งการรอคอยจะเหลือเพียงแค่สองวัน แต่เธอก็อยากคุยกับเขา อยากอยู่กับเขาอีกสักนิด เด็กสาวพยายามไขว่คว้าร่างนั้นเอาไว้ แต่ช้าไปเสียแล้ว ชายหนุ่มหมุนส้นเท้าและหันหลังจากไป ไม่ทันแล้ว เขาจากไปแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)