วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

[Beautiful Soul] Part V

Part V


เช่นเดียวกับดวงจันทร์ที่เริ่มดับแสงเพราะล่วงรู้ว่ารุ่งเช้ากำลังมาถึง เดวิด ดิวอี้ เบเรสฟอร์ดขยับตัวหลังจากนั่งนิ่งมาตลอดคืนเพราะเกรงว่าอีกคนจะตื่น เด็กสาวหลับสนิทตลอดการเดินทาง เดวิดเหลือบมองออกนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ที่คุ้นตาทำให้เขารู้ได้ว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว เขาปิดผ้าม่านลง

ชายหนุ่มขยับตัวอย่างระมัดระวัง ตั้งใจว่าจะให้อีกคนหลับต่อไปอีกสักหน่อย เขาขยับมือที่ว่าง เอื้อมไปแตะใบหน้าสะสวยนั้น เธออาจไม่ได้งามดั่งเทพธิดา...แต่เธอก็งามเหลือเกินในสายตาเขา เดวิดยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ เธอดีกับเขาเหลือเกิน เขาอยากทำให้เธอมีความสุข...ความสุขที่มากกว่าที่เธอเคยได้รับ มากกว่าที่เธอต้องเสียไป...เสียไปเพื่อคนที่เคยพบหน้ากันแค่สามครั้งเช่นเขา

เด็กสาวส่งเสียงครางในลำคอ ดวงตาใต้เปลือกตากลอกไปมา เขาลูบศีรษะเธอเบาๆ...เธอกำลังฝัน เขานึก สิ่งใดกันที่เธอกำลังเห็นในห่วงแห่งความฝัน ชายหนุ่มเหลือบมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ตรงหน้ารถม้าคือกำแพงหินสูงเกือบเจ็ดฟุต ช่องทางเข้าออกทางเดียวคือประตูเหล็กขนาดใหญ่ รถม้าค่อยๆลดความเร็วลง

คนขับรถกระโดดลงจากรถเพื่อเปิดประตูอย่างรวดเร็วแล้วกลับเข้าที่นั่ง รถม้าคันเล็กวิ่งไปบนถนนปูหินที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูรั้วเข้าไป สองข้างทางมีไม้ใหญ่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ตัวรถสั่นไปมาเพราะสภาพผิวถนนที่ขรุขระ เซอครีสลืมตาขึ้น ชายหนุ่มดึงมือที่แตะผมเธออยู่ออกทันที เด็กสาวยันตัวขึ้นนั่ง ใช้ข้อนิ้วขยี้ตาเบาๆ

“เราอยู่ที่ไหนแล้วคะ”

“เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์” เดวิดตอบ สายตาเบนไปมองที่หน้าต่าง

“นี่กี่โมงแล้วคะ” เด็กสาวถามอีก ชายหนุ่มดึงนาฬิกาพกออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก

“สี่นาฬิกากับอีกสิบนาที” เขาตอบ เด็กสาวพยักหน้า“ผมสั่งให้เตรียมอาหารเช้าไว้แล้ว เมื่อถึงบ้านคงจะได้ทานพอดี” เขาพูด “เดินทางมาตลอดทั้งคืน ผมคิดว่าคุณคงหิว”

“ขอบคุณมากค่ะ คุณใจดีมากเลย” เด็กสาวตอบ เอนตัวพิงพนักเก้าอี้

เดวิดเปิดผ้าม่านฝั่งของตนเองขึ้น เซอครีสทำตาม

“ดูนั่นสิ” เขาชี้ไปด้านหน้าตัวรถ “เห็นรั้วเหล็กนั้นไหม”

“ค่ะ บ้านเราอยู่ในนั้นเหรอคะ”

“ใช่แล้ว” เดวิดยิ้ม “ผมหวังว่าคุณจะชอบมันนะ”

เซอครีสมองออกไปนอกหน้าต่าง ตรงหน้ารถม้าปรากฏปราการอีกหนึ่งชั้น รั้วเหล็กยอดแหลมสูงใกล้เคียงกับกำแพงอิฐที่ผ่านมาแล้ว ถนนปูหินทอดยาวผ่านประตูเหล็กที่ตกแต่งลวดลายสวยงาม รถม้าค่อยๆขยับขึ้นไปตามถนนนั้นอย่างช้าๆ เมื่อพ้นจากประตูเข้ามา ถนนปูหินก็กลายเป็นถนนปูอิฐ

รถเคลื่อนเข้าไปไม่ไกลนักก็เจอกับความมืดทึม ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด ยอดไม้สูงหนาทึบจนแทบไม่เห็นฟากฟ้าที่อยู่เหนือขึ้นไป ต้นไม้บางต้นก็ดูไร้ชีวิต เด็กสาวสะดุ้งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล...นี่มันครบสูตรบ้านผีสิงเลยนะ

“ทำไมถึงได้...นี่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรารึเปล่าคะเนี่ย” เด็กสาวร้อง

“ผมไม่ค่อยอยากจะออกมาข้างนอกนี่ ซิลเวอร์เนลกับฟอกซ์เทลก็ยุ่งเกินกว่าที่จะออกมาดูแลสวน มันก็เลยถูกปล่อยให้รกแบบนี้ แล้วก็...ใช่ นี่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา”

รถม้าค่อยๆเคลื่อนไปตามถนนปูอิฐ เซอครีสแตะแขนคนข้างตัวไว้อย่างหาที่พึ่ง รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย... เดวิดเห็นกริยาดังกล่าวแล้วก็นึกขบขัน เธอยังจะต้องกลัวสิ่งใดอีก ในเมื่อคนข้างตัวก็มีสภาพปีศาจดีๆนี่เอง ในที่สุดรถม้าก็หยุดนิ่ง คนขับเปิดประตูรถ เดวิดกระโดดลงไปโดยมีน้ำใจหันกลับมาช่วยพยุงเซอครีสลงจากรถ เด็กสาววางมือที่บ่าแข็งแรงขณะเงยหน้าขึ้นมองอาคารตรงหน้า

คฤหาสน์หลังใหญ่สร้างด้วยอิฐ มันใหญ่มาก เช่นเดียวกับความเก่าแก่ที่เห็นได้ชัด ซุ้มประตูทรงโค้งสูงแกะสลักเป็นลวดลายเรขาคณิต หลังคาและยอดต่างๆที่สูงแหลมขึ้นไปบนฟากฟ้า ที่ตัวอาคารทั้งสองข้างซุ้มประตูประดับด้วยหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งแต่งโครงสลักลวดลายคล้ายคลึงกัน เหนือหน้าต่างทั้งสองบานขึ้นไปเป็นระเบียงหิน คาดว่าน่าจะเป็นห้องนอน หอเล็กๆสร้างสูงขึ้นถัดจากหลังคาทางซ้ายมือ

ถัดจากตัวบ้านไปเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดย่อมกว่า ประตูของอาคารเหล่านั้นเป็นประตูรั้วเหล็ก ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน ตามอิฐที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวบ้านมีเถาไม้เลื้อยขึ้นอยู่ทั่ว เช่นเดียวกับกระเบื้องไม้มุงหลังคาซึ่งมีตะไคร่ขึ้นจนเขียว อาคารบางส่วนก็ดูทรุดโทรม

ส่วนของสวนที่กั้นระหว่างหน้าคฤหาสน์กับถนนปูอิฐที่พวกเธอยืนอยู่นี้ไม่ได้มีหญ้าขึ้นรกเช่นสนามเด็กเล่นใกล้บ้านหลังเก่า แต่ก็รกร้างไม่แพ้กัน มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกับด้านนอกแต่ค่อนข้างโปร่งกว่า ต้นไม้ส่วนใหญ่ไร้ชีวิต เซอครีสสรุปได้ว่าคฤหาสน์หลังนี้ ก่อนคงเป็นคฤหาสน์ที่งดงามมากทีเดียว

“เป็นยังไง” เดวิดเอ่ย “ชอบไหม”

“สวยค่ะ...สวยมากเลย สวยกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เสียอีก” เด็กสาวตอบเช่นนั้น แม้จะรู้สึกว่าสวนนั้นน่ากลัวไปเสียหน่อยก็ตาม “บ้านของเรา...ฉันนี่โชคดีจริงๆ”

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ความปลาบปลื้มเอ่อล้นในจิตใจ

“ตัวบ้านมีแค่ถึงหลังคาสูงด้านนั้น” เขาชี้มือประกอบคำอธิบาย “ส่วนที่เห็นหลังคาเตี้ยตรงนั้นเป็นโรงม้า โรงรถ กับเรือนคนรับใช้ แต่ไม่ได้ใช้นานแล้วล่ะ สองคนนั้นผมก็ให้ขึ้นมาอยู่ด้วยกันที่บ้านใหญ่ โรงม้าก็ปิดตายไปเสียหมดแล้ว ม้าที่คุณเห็นวันนี้ซิลเวอร์เนลก็ยืมมาจากชาวบ้าน”

เขาแตะบ่าเด็กสาวเบาๆ

“เราไปกันเถิด ผมจะแนะนำคนอื่นๆให้คุณรู้จัก” เซอครีสพยักหน้า วางมือลงในมือใหญ่ที่รอรับ เดวิดกุมมือเล็กไว้อย่างทะนุถนอมแล้วพาคนตัวเล็กกว่าเดินไปที่ตัวบ้าน



~Home~



ผู้ที่คอยทั้งสองอยู่ในโถงทางเดินคือหญิงสาวในชุดสาวใช้ ผิวของเธอขาวซีดตัดกับเส้นผมสีแดงสดที่มัดขึ้นด้วยริบบิ้นสีดำ เข้าใจได้ว่าทำไมเดวิดจึงเรียกเธอว่าฟอกซ์เทล ดวงหน้าของเธอบอกเซอครีสว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นคนฝรั่งเศส และยิ่งแน่ใจยิ่งขึ้นเมื่อเธอพูด

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ นายท่าน” เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศส เดวิดพยักหน้ารับทีหนึ่ง

“เซอครีส นี่ฟอกซ์เทล” เขาพูด

“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ” ประโยคนี้เธอหันมาพูดกับเซอครีสเป็นภาษาฝรั่งเศส “ข้าคือฟอกซ์เทล เป็นสาวใช้ของนายท่านเจ้าค่ะ”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเซอครีส” เด็กสาวตอบ

“รู้จักกันไว้นะ ฟอกซ์เทลเป็นผู้หญิง ยังไงก็คงเข้ากับเจ้าได้มากกว่าข้าหรือซิลเวอร์เนล” เดวิดเอ่ย “ว่าแล้ว...ซิลเวอร์เนลล่ะ ฟอกซ์เทล”

ไม่ทันขาดคำ ร่างของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งเซอครีสจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับคนที่ขับรถม้าให้พวกเธอเมื่อคืน เมื่อได้พบอีกครั้งใต้แสงสว่างของเชิงเทียนริมผนังก็ทำให้เด็กสาวสามารถเห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่มผู้นี้ได้ชัดเจนขึ้น เขามีผิวสีอมแทน ดวงตาสีเขียวและเส้นผมสีบลอนด์เข้ม และที่โดดเด่นที่สุดก็คือเล็บมือทั้งสิบที่ค่อนข้างยาวและฉาบไปด้วยสีเงิน

อย่างนี้นี่เอง...ซิลเวอร์เนล...เล็บเงิน

“นี่ซิลเวอร์เนล เซอครีส”เดวิดพูด

ผู้มาใหม่โค้งคำนับก่อนจะพูดด้วยภาษาฝรั่งเศสทั้งประโยค “ขอประธานอภัยที่ไม่ได้แนะนำตัว นายหญิง...ข้าชื่อ วิคเตอ นัวร์ ดูปองท์ แต่ข้าจะยินดีกว่าหากท่านเรียกข้าเช่นที่นายท่านเรียกว่าซิลเวอร์เนล

“ตั้งแต่นี้ไป ชีวิตข้าเป็นของท่าน เช่นเดียวกับที่เป็นของนายท่าน” ชายหนุ่มโค้งคำนับอย่างสง่างาม ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาบอกเซอครีสว่าเขาจริงจังกับคำพูดทุกคำ

“คะ...ค่ะ...” เด็กสาวอึกอัก ตกใจกับปฏิกิริยาแปลกๆของทั้งสอง คนหนึ่งก็นิ่งเงียบดูต่อต้าน อีกคนก็นอบน้อมเสียจนน่ากลัว เธอมองคนข้างตัวอย่างสับสน เดวิดยิ้ม มือของเขาวางอยู่บนไหล่เด็กสาว

“ไม่เป็นไร...แล้วเจ้าจะเข้ากับพวกเขาได้เอง” เขาพูด เข้าใจความรู้สึกของเด็กสาว “ฟอกซ์เทล...เจ้าเป็นผู้หญิง เจ้าพาเซอครีสไปที่ห้องและช่วยเธอเตรียมตัวด้วย ซิลเวอร์เนล –เจ้า—อืม...มาช่วยข้าจัดโต๊ะอาหารก็ละกัน”

“ขอรับ”

“เจ้าค่ะ”

“เซอครีส มื้อเช้าตั้งโต๊ะหกนาฬิกาสิบนาที คุณมีเวลาพักผ่อนได้ตามสะดวกนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ย “ผมจะรอคุณอยู่ที่ห้องนั่งเล่น”

“ค่ะ” เด็กสาวตอบรับ เขาพยักหน้าและผละไป

“เชิญทางนี้ค่ะ” สาวใช้เรียกและเดินนำเธอไปตามทาง เซอครีสเหลียวหลังมองร่างชายหนุ่มที่เดินไปอีกทาง รู้สึกไม่มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นหายลับไป แม้ว่าจะรู้จักกันได้ไม่นานนัก เซอครีสก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกใจหายยิ่งนักเมื่อสัมผัสของมือใหญ่หายไป เธอสลัดศีรษะไล่ความรู้สึกแล้วเดินตามหญิงสาวไป

~Room~

ห้องของเธออยู่บนชั้นสอง ถัดจากบันไดขนาดใหญ่ไปไม่มากนัก ระหว่างทางมีเพียงเสียงฝีเท้าของเธอและสาวใช้ผู้นั้น ไม่มีการสนทนาใดๆแม้ว่าเด็กสาวจะอยากให้มีก็ตาม สองข้างทางเดินประดับตกแต่งด้วยรูปวาดมากมาย หลายรูปที่ดูเก่าแก่วาดด้วยสีน้ำมัน ส่วนรูปที่ดูใหม่กว่าสักหน่อยเป็นรูปเขียนสีน้ำตาลที่ดูยากว่าเขียนด้วยสีอะไร เซอครีสดูแต่ละภาพอย่างสนใจขณะก้าวเดินไปตามพื้นบุพรมหนา

ฟอกซ์เทลหยุดที่หน้าประตูบานใหญ่บานหนึ่ง เธอเปิดประตูแล้วถอยออกมายืนด้านข้าง

“ที่นี่เจ้าค่ะ”

เซอครีสก้าวเข้าไปในห้อง สิ่งที่กระทบสายตาเด็กสาวเป็นสิ่งแรกคือแสงสะท้อนจากหน้าต่างบานใหญ่ ห้องนี้กว้างมาก เตียงสี่เสาหรูหราตั้งอยู่ทางขวามือติดกับหน้าต่างอีกบานที่ปิดม่านลูกไม้เอาไว้ แจกันดินเผาแต่งแต้มลวดลายดอกไม้สีชมพูวางอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ติดกัน เก้าอี้บุนวมลายดอกไม้ดูเข้ากับลวดลายพรมบนพื้นห้องหลายตัววางกระจายอยู่ทั่วห้อง

เชิงเทียนประดับตามฝาผนังทั้งสี่ด้านซึ่งติดกระดาษบุผนังสีอมม่วงลายดอกไม้เล็กๆ เช่นเดียวกับพรมปูพื้นที่เป็นสีเหลืองอ่อนลายดอกไม้เช่นกัน ทางซ้ายมือถัดจากหน้าต่างบานใหญ่คือช่องประตูที่คาดว่าต่อไปสู่ห้องน้ำ เซอครีสก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง

“นี่ห้อง...นี่ห้องของฉันเหรอคะ”

“เจ้าค่ะ”

เด็กสาวกวาดสายตามองรอบๆห้อง ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ครอบครองห้องที่สวยงามเช่นนี้ เธอวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ค่อยๆสำรวจห้องใหม่อย่างตื่นตาตื่นใจ

“เชิญทางนี้สักครู่” เสียงฟอกซ์เทลดังมาจากห้องเล็กทางซ้ายมือ เซอครีสก้าวตามเข้าไปและพบว่ามันเป็นห้องแต่งตัว ห้องนี้บุพรมสีน้ำตาลและติดกระดาษบุผนังสีเหลือง สาวใช้ยืนนิ่งหน้าประตูไม้บานใหญ่ เด็กสาวขยับเข้าไปยืนด้านข้าง

“อะไรคะ”

“ข้าจัดเตรียมเสื้อผ้าสตรีเอาไว้ให้ท่านแล้ว” สาวใช้เปิดประตูตู้ออก เผยให้เห็นกระโปรงชุดจำนวนมาก “มันอาจไม่เหมือนกับที่ท่านสวมใส่อยู่เป็นประจำ แต่ข้ามิอาจยอมให้ท่านสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ต่อหน้านายท่านได้” เธอหยิบมินิสเกิร์ตซึ่งมีความยาวไม่ถึงสิบเซนติเมตรขึ้นมาจากพื้นตู้

“ไม่มีปัญหาค่ะ ยังไงฉันก็ไม่ใส่กระโปรงแบบนี้อยู่แล้ว” เซอครีสมองกระโปรงที่สั้นจนน่าเกลียดในมืออีกฝ่ายด้วยสายตาดูแคลน ดวงตาสีสนิมของฟอกซ์เทลมองสตรีผู้อ่อนวัยกว่าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

สาวใช้ปิดประตูตู้เสื้อผ้า หันมาเผชิญหน้ากับผู้อ่อนวัยกว่าอย่างเต็มตัว เธอประสานสายตากับดวงตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“การที่ท่านจะมาเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้นั้น—“แววตาของเด็กสาวแสดงถึงความไม่เข้าใจ “—ข้ามิได้หมายความว่าจักไม่ยอมรับในตัวท่าน หากเป็นผู้ที่นายท่านเลือกแล้วนั้น” ฟอกซ์เทลส่ายศีรษะ “ข้าไม่มีสิทธิที่จะก้าวก่ายเรื่องของนายท่าน แต่ว่า”

“แต่ว่าอะไรคะ”

“อย่าทำให้นายท่านเสียใจเป็นอันขาด นายท่านของข้าเคยสูญเสียสิ่งที่รัก นายท่านพบความโศกเศร้ามามากพอแล้ว ห้ามทำให้นายท่านผิดหวังเป็นอันขาด หากท่านทำเช่นนั้น...



“ข้าจะฆ่าท่าน”



คำพูดที่ออกจากปากสาวใช้ทำเอาเด็กสาวผงะ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นยืนยันว่าจะทำตามคำพูดที่ลั่นออกมาอย่างแน่นอน เซอครีสอ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบอะไรออกไป

“เอ่ยคำของท่านออกมา บอกกับข้าว่าท่านจะไม่ทำให้นายท่านเสียใจ”

“แน่นอน...ฉันจะไม่ทำ...ฉันจะไม่ทำให้เดวิดเสียใจ...ฉันสาบาน” เซอครีสย้ำคำ

สาวใช้ถอนหายใจ สีหน้าผ่อนคลายขึ้น



“ข้าจักไม่รบกวนเวลาของท่านอีกแล้ว เชิญพักผ่อนให้สบาย หากมีสิ่งใดผิดใจ ท่านสามารถเรียกข้าได้ทุกเวลา”

พูดจบสาวใช้ก็จากไป ทิ้งให้เด็กสาวยืนคว้าง ในใจคิดถึงแต่ถ้อยคำของอีกฝ่าย

~Wonder~

ห้านาฬิกา สี่สิบห้านาที โถงทางเดินชั้นหนึ่ง

เซอครีสกำลังเดินหาทางไปห้องนั่งเล่น บ้านหลังนี้กว้างมากทีเดียว และเธอก็กลัวเกินกว่าที่จะเดินสำรวจเอง เธอเลือกที่จะกลับมารอที่ที่คุ้นเคย

ชุดที่เด็กสาวเลือกสวมเป็นชุดกระโปรง แน่นอนว่าเป็นกระโปรงยาว ชุดเสื้อผ้าที่ฟอกซ์เทลจัดเตรียมไว้ให้นั้นมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกัน...กระโปรงยาวคลุมข้อเท้า แต่งระบาย ริบบิ้น หรือลูกไม้ที่อกเสื้อ...ต่างกันก็เพียงแค่สีของชุดเท่านั้น ตัวที่เธอสวมอยู่นี้เป็นสีโอรส

ที่โถงทางเดิน เด็กสาวพบชายหนุ่มในชุดหัวหน้าคนรับใช้ยืนคอยอยู่ ซิลเวอร์เนลเปลี่ยนเสื้อผ้าจากที่ใส่ชุดคนขับรถแล้ว เมื่อเขาเห็นเธอก็แย้มยิ้มออกมา

“นายหญิง นายท่านรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นแล้วขอรับ” เขาพูดแล้วเดินนำเธอไปที่ห้องดังกล่าว เซอครีสเห็นว่าบุรุษผู้นี้ดูมีมนุษย์สัมพันธ์มากกว่าสาวใช้จึงเริ่มบทสนทนา

“คุณซิลเวอร์เนล...เอ่อ...เป็นคนฝรั่งเศสเหมือนกันใช่ไหมคะ”

“ขอรับ ข้ามาจากมิลาน” เขาตอบ “บิดาของข้าทำงานให้กับบิดาของนายท่าน เช่นเดียวกับท่านปู่ของข้า ตระกูลของเรารับใช้ตระกูลของนายท่านมาหลายชั่วคนแล้วขอรับ”

“เหรอคะ”

หัวหน้าคนรับใช้หยุดหน้าช่องประตูห้องนั่งเล่น มองจากช่องประตูเข้าไปเห็นเดวิดนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาได้อย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สังเกต

“นายหญิงขอรับ...ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องนายหญิง”

มาอีกแล้วไง

“ค่ะ...เรื่องอะไรละคะ” เซอครีสตอบรับแม้ในใจเริ่มกลัวก็ตาม....คำพูดของฟอกซ์เทลกลับมาดังก้องในสมองอีกครั้ง

“คือข้า...ข้าอยากเข้าใจนายท่าน นายหญิงเข้าใจภาษาของนายท่านใช่ไหม ข้าได้ยินท่านพูคุยกับนายท่านในรถม้า” เซอครีสพยักหน้า ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก...แล้วไป...

“กรุณาสอนภาษาให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ”

เด็กสาวยิ้มกว้าง

“ยินดีค่ะ”

~Certainly~