วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Part IV

Part IV


รถม้าคันเล็กวิ่งไปตามถนนเลียบตัวเมืองดิฌอง ไม่เร็วนัก แต่ก็ไม่ถือว่าช้า คนทั้งสองในตัวรถมองสบตากันใต้แสงสีส้มของไฟถนน

“เรื่องใดหรือ” ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย “เราทำสิ่งใดที่เจ้ามิชอบหรือเปล่า”

“มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น” เด็กสาวว่า “เรา...เอ่อ ครั้งแรกที่เราพบกัน เมื่อสี่เดือนก่อน เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย...ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย ทั้งๆที่คุณดูเหมือนจะรู้เรื่องทุกอย่างของฉัน...คุณเรียกชื่อฉัน...แต่ฉันไม่รู้จะเรียกคุณยังไงดี--”

ชายหนุ่มยิ้ม...เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

“ถ้าอย่างนั้นเราจะเล่าให้ฟัง” เขาเอนกายพิงเบาะนั่ง หยิบช่อดอกไม้ในมือเด็กสาวมาวางบนที่ว่างระหว่างพวกเขา

“อย่างที่เจ้ารู้อยู่แล้ว เราชื่อเดวิด ดิวอี้ เบเรสฟอร์ด” เขาเริ่ม “เป็นคนสวิสตั้งแต่กำเนิด ท่านพ่อของเราเป็นคนอังกฤษ ส่วนท่านแม่เป็นคนสวิส เราเกิดวันที่ 1 ธันวาคม ปีค.ศ.1735 เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล”

“แล้วทำไมคุณถึง...ไม่ตาย...ละคะ”

“เราถูกคำสาป คำสาปของผู้หญิงคนหนึ่ง” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ สายตามองนิ่งไปด้านหน้า “ผู้หญิงที่รักเรามาก...ครานั้นเราป่วยหนัก นางพยายามช่วยเรา แต่กลายเป็นกักขังวิญญาณไม่ให้ไปจากร่างเนื้อ...เราก็เลย...เป็นเช่นที่เจ้าเห็น”

เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง

“เมื่อนางรู้ว่าทำให้เรากลายเป็นอะไร นางพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป...ก่อนที่นางจะตาย นางบอกเรามีทางแก้คำสาป ทางที่ทำให้เราสามารถตายได้อย่างมนุษย์คนหนึ่ง เพียงแต่เราต้องเปิดใจ...รับใครสักคนเข้ามา...

“เป็นอมตะไม่ดีเลยนะ เซอครีส...ความฝันสูงสุดของเราคือได้ตายไปพร้อมๆกับคนที่รัก...เมื่อเราต้องเห็นผู้เป็นที่รักตายไปต่อหน้าต่อตา ทีละคน ละคน เราไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเลย...อยากจะตายตามไป...แต่ก็ทำไม่ได้”

สัมผัสที่มือขวาทำให้เขาหันกลับเข้ามาในตัวรถ และเห็นว่ามือคู่เล็กกว่าของคนข้างตัวจับมือเขาเอาไว้ แม้จะไม่ได้สัมผัสโดยตรงเพราะถุงมือผ้าไหมที่สวมอยู่แต่ก็เป็นสัมผัสที่ทำให้หัวใจเต้นแรง...แรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดวงตาของเธอเป็นสีดำ สีดำเหมือนท้องฟ้ายามราตรี สีดำที่สวยงามและลึกลับ บัดนี้มันทอดมองเขาอย่างเห็นใจ เขายิ้ม...ไม่อยากทำให้เธอเครียด เซอครีสเห็นว่ายิ้มของชายหนุ่มเป็นยิ้มที่ฝืดเฝือ



เจ้าบ่าวของเธอเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี หากไม่มีแผลเป็นนั้นเขาคงจะเป็นที่หมายปองของหญิงสาว แม้ว่าจะมี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าใบหน้านั้นเคยงดงาม ผิวของเขาขาวซีดดูเหมือนคนสุขภาพไม่ดี ใบหน้าบางส่วนของเขาเป็นสีอมเทา แต่จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเรียวสวยรับกับขนตาเป็นแพหนา ริมฝีปากบางสีซีด และดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนคู่นั้นก็บรรเทาความน่าสยดสยองของรอยแผลเป็นยาวที่พาดจากหัวตาขวาไปจนถึงสันกรามข้างเดียวกันเป็นสีเข้มกว่าผิวหน้าลงได้บ้าง

เขามีผมสีดำสนิท ดำราวกับขนกา ดำราวกับหมึกเขียนหนังสือ ผมด้านหน้าตัดยาวปิดหน้าผาก จอนผมทั้งสองข้างยาวถึงสันกราม ส่วนหนึ่งคงเพื่อปิดบังรอยแผล ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทั้งหมดก็ตามที

“เดวิดคะ” เด็กสาวเรียก

“ฉันจะช่วยคุณเองนะคะ...ความฝันของคุณ...จะต้องเป็นจริง...ฉันจะทำให้คุณกลับมาเป็นเหมือนเดิม...ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณเอง”

“ขอบคุณ” เดวิดยิ้มอย่างเปิดเผย ยิ้มแสดงความปิติยินดีอย่างที่สุด เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่มีบาดแผลน่ากลัวดูดีขึ้น“ขอบคุณ...ที่รักของเรา”

“เอ่อ...เดวิดคะ” เซอครีสเอ่ยขึ้น...แม้ไม่อยากทำลายบรรยากาศดีๆ แต่เธอจำเป็นต้องพูด “ขออะไรอย่างนึงได้ไหมคะ”

“ได้แน่นอน” เขายังคงยิ้ม

“เลิกเรียกตัวเองว่าเรา...แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าเจ้าได้ไหมคะ”

“ขอโทษด้วย” สีหน้าของชายหนุ่มหมองลง “คือเราไม่รู้จริงๆว่าจะใช้สรรพนามเช่นไรดี...เราใช้ภาษาสมัยใหม่ไม่ได้--“

“เรื่องภาษาเก่าไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่า”

“จะให้เราแทนตนเองว่าข้าเหมือนคราที่พูดกับซิลเวอร์เนลหรือฟอกซ์เทลก็หยาบคายเกินกว่าจะใช้พูดกับสุภาพสตรี แต่...อะไรนะ...เค้า...งั้นเหรอ เรารับไม่ได้จริงๆ”

ไอ้เค้านี่ฉันก็รับไม่ได้ค่ะ...

“ถ้าอย่างนั้น...ผม...ได้ไหมคะ” เด็กสาวเสนอ “ผม...กับ...คุณ

"อย่างนั้นได้...ผมทำได้...แต่คุณ...มันไม่หยาบ--“

“ไม่เลยค่ะ...ไม่เลย แค่คุณนี่ก็ให้เกียรติฉันมากเกินไปแล้ว”

“มิใช่เลย เซอครีส เจ้าคือเจ้าสาวผู้สูงส่งของเรา” เดวิดคว้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของเด็กสาว “เจ้าสมควรได้รับเกียรติ”

เด็กสาวสะดุ้งตกใจ ทั้งเพราะคำพูดและการกระทำของเขา ชายหนุ่มรู้สึกตัว รีบดึงมือกลับทันที

“ผมขอโทษ” เขาร้อง “ผมไม่ควร....ผมไม่ได้ตั้งใจแตะต้องคุณ...ผม--“

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ได้โกรธ...ก็แค่ตกใจ”

“ผมไม่ควรแตะต้องคุณ...ผมไม่มีค่าพอ...ผมมันน่ารังเกียจ”

นั่นทำให้เด็กสาวตกใจยิ่งขึ้น...ทำไมคนคนนี้ถึงคิดเช่นนี้ ทำไมถึงรังเกียจตนเองมากถึงเพียงนี้ เธอคว้ามือของเขาขึ้นมากุมแน่น

“ไม่เลย คุณไม่น่ารังเกียจ คนเราดูกันที่ภายนอกไม่ได้...ของจริงอยู่ที่หัวใจ” เด็กสาวกุมมือใหญ่ไว้แนบอก “หัวใจฉันบอกว่าคุณเป็นคนดี เป็นคนที่มีค่ายิ่งนัก”

ดวงตาสีน้ำตาลของเขาไหววูบ

“คุณ...คุณไม่...ไม่รังเกียจผมใช่ไหม” เขาเอ่ยเสียงสั่นพร่า เซอครีสเข้าใจแล้ว...ใบหน้าเช่นนี้ เขาคงมีแต่คนเกลียดกลัว “ไม่คิดว่าผมเป็น...ตัวประหลาด...ใช่ไหม”

“ฉันเป็นเจ้าสาวของคุณนะคะ” เธอเอนตัว พิงศีรษะกับหัวไหล่ของชายหนุ่ม แสดงให้เขารู้ว่าเธอไม่รู้สึกรังเกียจเขาหรือบาดแผลของเขาแม้แต่น้อย “ฉันจะเป็นเจ้าสาวของคนที่ฉันรังเกียจทำไมกันละคะ”

ชายหนุ่มไม่ตอบ

“ฉันเหงามากเลยนะคะ...ฉันไม่เคยมีเพื่อน เพราะผมกับตาแบบนี้...ไม่มีใครเข้าใกล้ มีแต่คนรังเกียจ--“เสียงของเด็กสาวขาดหาย“เพื่อน...ฉันไม่เคยมี...ไม่ต้องพูดถึงแฟน...ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าต้องทำอะไรบ้างในฐานะคนรัก”

เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม

“ทำไมคุณถึงเลือกฉันละคะ...ผู้หญิงที่สวยกว่าฉัน น่ารักกว่าฉันมีอยู่ตั้งมากมาย...จริงๆแล้วคุณไม่ได้อยากได้ยัยอ้วนนี่หรอกใช่มั้ยล่ะคะ”

“คุณบอกให้ดูที่หัวใจมิใช่หรือ ผมก็ดูที่หัวใจแล้วไง” เดวิดอยากดึงตัวเธอเข้ามากอด...แต่ก็ไม่ทำ “ผมขอโทษ...ผมไม่น่าเริ่มเรื่องนี้เลย”

เซอครีสย้ายช่อดอกไม้ที่วางคั่นกลางออกไปวางที่ริมหน้าต่างแล้วขยับเข้าไปแทนที่ เธอแตะเขาที่ต้นแขนอย่างแผ่วเบา

“เดวิดคะ...สัญญากับฉันได้ไหมคะ...”

“ได้ทุกเรื่องครับ...ที่รัก”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...อย่าทิ้งฉันไปนะคะ”

“คุณได้คำมั่นของผม” เขาเขี่ยปอยผมสีแดงเข้มบนหน้าผากเด็กสาวออก “อย่าพูดเช่นนี้อีก...สำหรับผมแล้วไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดมีค่ามากเท่าคุณอีกแล้ว”

ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว...เป็นอีกครั้งที่สายตาของเขาทำให้เธอแทบหลอมละลาย เด็กสาวหลบตาและใช้ข้อนิ้วชี้ขยี้หัวตาเบาๆ แอบอ้าปากหาว

นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย...

“คนดี...คุณง่วงแล้ว” เดวิดลูบผมเด็กสาวอย่างทะนุถนอม “หนทางยังอีกยาวไกล...อยากพักสักหน่อยไหม”

“ดีเหมือนกันค่ะ” เซอครีสยิ้มออกมาในที่สุด เธอเอนตัวพิงไหล่ชายหนุ่มอีกครั้ง ความเงียบก่อตัวในรถม้าคันเล็กนั้น ไม่มีใครพูดอะไรแต่เดวิดรู้สึกได้ว่าเด็กสาวข้างกายยังไม่หลับ ครู่หนึ่งเซอครีสก็ลุกขึ้นนั่ง

“เอ่อ...ขอยืมแขน...ต่างหมอนข้างหน่อยได้ไหมคะ”

“ไม่มีปัญหาครับ” เดวิดขยับแขนให้ทันที

“ฉันติดหมอนข้างน่ะค่ะ” เซอครีสแนบใบหน้าเข้าที่ต้นแขนแข็งแรง “ดีจัง....” เด็กสาวปิดเปลือกตาลงและหลับไปในที่สุด

ชายหนุ่มมองใบหน้าที่กำลังหลับใหลอย่างรักใคร่ รู้สึกขอบคุณเธอเหลือเกินที่ยอม...ยอมเป็นเจ้าสาวของปีศาจอัปลักษณ์เช่นเขา

“ตอบแทนกับที่เจ้าอ่อนโยนกับข้าเหลือเกิน...ไม่ว่าจะได้ให้สัญญาไว้หรือไม่ก็ตาม ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าแน่นอน...ข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดแตะต้องเจ้า...เซอครีส จะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเจ้าได้...ข้าไม่ยอมเด็ดขาด”



~Love~

[Beautiful Soul] Part III

Part III


สิบเจ็ดตุลาคม ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาที

เซอครีส เลอ บลองเซ่ นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงเดี่ยวขนาดเล็กของตัวเอง

เธอสวมกางเกงยีนส์ขายาวตัวเก่งกับเสื้อเชิ้ตจับจีบแต่งระบายสีขาว เพราะเป็นวันสำคัญ เธอจึงพยายามทำผมแต่งหน้าอย่างดีที่สุด แต่สุดท้าย ก็ออกมาดูไม่ได้...ดูแล้วแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล้างพวกมันออก ข้าวของที่เธอจะนำติดตัวไปด้วยมีไม่มากนัก นอกจากเสื้อผ้าและของจุกจิกแล้วก็มีแค่หนังสือไม่กี่เล่มที่ถูกเลือกจากหนังสือจำนวนมากที่มีอยู่

เด็กสาวหยิบ เจ้าสาวของแฟรงค์เคนสไตน์ ขึ้นมา เปิดดูด้านในแล้วยิ้มเมื่อเห็นร่องรอยที่ในวัยเด็กเคยฝากเอาไว้...หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มโปรดของเธอเลยทีเดียว เธอวางมันลงบนกองที่จะไม่เอาไปและมองดูมันอย่างเสียดาย...แต่หนังสือนี่ไม่ไปด้วยจะดีเสียกว่า เซอครีสเบือนหน้าหนีกองหนังสือนั้น...การต้องทิ้งหนังสือเป็นหนึ่งในสิ่งที่บีบคั้นจิตใจเด็กสาวมากที่สุด มากยิ่งกว่าการจากที่นี่ไปตลอดกาล

เธอลุกจากเตียง เดินไปหน้ากระจกแล้วพยายามจัดทรงผมให้ดูดีที่สุด เด็กสาวขยับผ้าคาดผมสีไวน์ให้เข้าที่ ลูบผมสีแดงเข้มน่ารังเกียจของตัวเองแล้วถอนใจ...สี่เดือนที่ผ่านมา เธอพยายามลดน้ำหนัก...เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นผู้หญิงที่สง่างาม แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา และเหมือนทุกที มันดูแย่กว่าที่เคยเป็นมา

เด็กสาวกลับไปที่เตียง ลูบตุ๊กตาหนูสีแดงที่เป็นเพื่อนคนเดียวของเธอในบ้านหลังนี้ มันอยู่กับเธอมานานเหลือเกิน เป็นเพื่อนที่เธอพูดคุยด้วยอยู่เสมอ และบางครั้งบางคราวหากเธอมองลึกลงไปในดวงตาของมัน เด็กสาวจะเห็นภาพผู้ชายผิวเหลืองผมดำคนหนึ่ง ผู้ชายที่ดูคุ้นตาแต่ภาพของเขาก็คล้ายมีหมอกควันบดบังอยู่



เสียงนาฬิกาปลุกที่หัวนอนของเธอร้องขึ้นเป็นเสียงไวโอลินเพลงHungarians Dance บอกเธอว่าอีกแค่หนึ่งนาทีจะถึงเวลา เด็กสาวดีดตัวขึ้นจากเตียง ลูบผมให้เรียบและตบหัวเจ้าหนูเป็นครั้งสุดท้าย เธอตบฝุ่นผงออกจากเสื้อผ้า หันไปที่ประตูห้อง รอคอยเวลาที่เขาจะมาถึง



ทันใดนั้นเอง



เสียงนาฬิกาตีดังเหง่งหง่าง...บอกเวลาเที่ยงคืน เวลาของวันใหม่ มันดังอยู่ครู่หนึ่งก็เงียบไป ไม่ทันไรเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เป็นจังหวะ ก๊อก..ก๊อก...ก๊อก ดังแค่พอได้ยินเหมือนจะเกรงใจคนข้างใน เด็กสาวปราดเข้าไปที่ประตู กัดปากด้วยความตื่นเต้น

เขามาแล้ว เด็กสาวนึกพลางหมุนลูกบิดประตู



ร่างที่ยืนอยู่ระหว่างช่องประตูเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม เขาสูงมากอย่างที่เธอจำได้นัยน์ตาของเขาเป็นประกายสีน้ำตาล ใบหน้าของเขาขาวซีดและมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านเช่นที่เคยเป็น เขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้จะผ่านไปนานเกือบสี่เดือนแล้วก็ตาม ครั้งนี้เขาสวมสูทเต็มยศสีเขียวเข้มเหมือนปีกแมลงทับกับผ้าพันคอผ้าย่นสีขาวกลัดเข็มกลัดอัญมณีสีเขียวหม่น หมวกทรงสูงสีเดียวกันวางอยู่บนเส้นผมสีดำอมเทา

และในอ้อมแขนของเขาคือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่....กุหลาบสีแดงสดแซมด้วยดอกลิลลี่สีขาว กระดาษคลุมช่อเป็นสีครีมผูกด้วยริบบิ้นสีแดงเข้มแต่งลูกไม้สีขาว เซอครีสอึ้งไปกับขนาดของช่อดอกไม้นั้น

“เข้ามาข้างในก่อนสิคะ” เด็กสาวเอ่ยเมื่อรวบรวมสติได้ เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะทำตามคำเชิญ เขาต้องก้มลงมากทีเดียวกว่าที่ตัวเขาและหมวกทรงสูงใบนั้นจะผ่านเข้ามาในห้องได้

“สุขสันต์วันเกิดครับ”

ชายหนุ่มเอ่ยส่งช่อดอกไม้ให้เด็กสาวที่ต้องอุ้มไว้ด้วยสองมือ

“ขอบคุณนะคะ” เซอครีสพูด พยายามเริ่มการสนทนา “มันสวยมากเลย...ไม่เคย...ไม่เคยมีใครให้ดอกไม้ฉันอย่างนี้เลย ขอบคุณจริงๆนะคะ”

“มิเช่นนั้นดอก” เขายิ้ม “เอ่อ...เสื้อชุดนี้ เหมาะกับเจ้ามากทีเดียว”

“ขอบคุณค่ะ”

ชายหนุ่มมองไปรอบๆตัว

“เราจะไปกันเลยไหม” เขาเอ่ย เด็กสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เช่นนั้น...สมบัติของเจ้ามีสิ่งใดบ้าง”

สมบัติงั้นเรอะ



เด็กสาวชี้ใบที่กระเป๋าใบเขื่องสองใบ

“ใบไหนคือเสื้อผ้า” เธอชี้ใบที่ใหญ่กว่า “มีชิ้นไหนมีความสำคัญทางจิตใจเป็นพิเศษหรือไม่”



ของเช่นนั้นจะไปมีได้อย่างไร



“เช่นนั้นก็ทิ้งเอาไว้เสียที่นี่ เราจัดเตรียมไว้ให้คุณที่บ้านแล้ว” เด็กสาวพยักหน้า...ดีเหมือนกัน เริ่มต้นทุกอย่างเสียใหม่ “สมบัติของเจ้า ส่งมาเถิด เราจักดูแลให้”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ของแค่นี้---“

“มิเป็นไร เราเต็มใจบริการเจ้า”



เขามองลึกเข้ามาในดวงตาเธอ เด็กสาวเข่าอ่อน ดวงตาคู่โตนั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับตนเองอยู่ในสภาพเปล่าเปลือย ราวกับสายตาของเขามองเข้ามาถึงก้นบึ้งของจิตใจ

เห็นอีกฝ่ายแข้งขาอ่อนชายหนุ่มก็ตกใจ ขยับจะเข้าไปประคอง แต่เด็กสาวก็โบกมือปัด

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” เซอครีสพูด ยอมให้เขารับกระเป๋าไปถือ

“เจ้าไม่ลืมสิ่งใดใช่ไหม” ชายหนุ่มที่ก้าวนำไปแล้วหันกลับมา มองไปรอบๆห้อง

“ไม่มี---” เด็กสาวมองตามและสบตากับเจ้าหนูตัวเก่า ภาพชายหนุ่มผิวเหลืองคนเดิมแวบขึ้นมาในห้วงมโนภาพ...ความรู้สึกบอกเธอว่าต้องเอาเจ้านี่ไปด้วย

“เดี๋ยวก่อน” เธอร้องแม้เขาจะไม่ได้ขยับไปไหนเลย ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิมขณะที่เด็กสาววิ่งกลับเข้าไปในห้องและออกมาพร้อมตุ๊กตาสีแดง เซอครีสเหลือบมองเขาเล็กน้อย หวังว่าเขาคงไม่คิดว่าเธอติดตุ๊กตาหรอกนะ

“เราไปกันเถิด” ชายหนุ่มเอ่ย พยักหน้าเล็กน้อยแล้วขยับให้เธอเดินนำไปที่ประตูหน้าบ้าน

“เราจะไปกันยังไงคะ” เด็กสาวถาม

“ทางรถ” ชายหนุ่มยิ้ม “เจ้าคงไม่คิดว่าเราเดินมาจากเจนีวาหรอกนะ” พอดีกับที่คนทั้งสองออกมาพ้นเขตบ้าน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบร่างคนทั้งคู่ที่เริ่มออกเดินไปตามถนน

เที่ยงคืนกับอีกแปดนาทีตามนาฬิกาของเซอครีส มันเป็นเวลาที่เงียบสงบ ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้คงหลับใหลกันไปเสียหมดแล้ว เด็กสาวสังเกตคนข้างตัว เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นใบหน้าของเขาที่ถูกเงาของหมวกใบโตนั้นบดบัง แต่ก็พอมองเห็นได้ว่าดวงตาของเขาจับจ้องอยู่แต่ที่พื้นถนนเบื้องหน้า เมื่อรู้สึกว่าคนข้างตัวมองอยู่ดวงตาคู่นั้นก็เบือนมาสบและยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

ชายหนุ่มเดินตัวตรงดูสง่างาม ก้าวเดินอย่างมั่นคง จังหวะก้าวเดินของเขาไม่เร็วเลย...

เซอครีสนึก เป็นไปได้ว่าเขาชะลอฝีเท้าเพราะเกรงใจเธอ...แต่มันก็ช้าเกินไป เสียงไม้เท่ากระทบพื้นดัง กึก กึก กึก

“ขอโทษนะคะ...แต่ว่า ไม้เท้านี่...” เด็กสาวเอ่ย ชายหนุ่มเหลือบมองวัตถุที่ว่าแล้วตอบ

“ในสมัยของเราเมื่อร้อยกว่าปีก่อน บุรุษในสมัยนั้นนิยมพกพาไม้เท้าเช่นนี้ เราเองก็อยู่กับไม้เท้าอันนี้มาตั้งแต่ครานั้น” เขาตอบ “แต่หากเจ้าไม่ชอบ หากมันขัดหูขัดตาเจ้า จะให้เราเก็บเสียก็มิเป็นไรดอกนะ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ที่ถามก็เพราะว่ามันสวยดี...ก็เลย...” เซอครีสรีบขัด เธอเห็นท่วงทีการเดินของเขาที่คล้ายอาศัยไม้เท้านั้นพยุงกาย แต่เมื่อเขาตอบเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

หลังจากเลี้ยวที่ท้ายซอยแล้ว ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนทั้งสองคือภาพของสนามเด็กเล่นที่มีต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง น่ากลัวว่าใต้พงหญ้าจะมีอสรพิษนอนรออยู่ ของเล่นที่มีอยู่ก็เก่าจนขึ้นสนิม นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาที่นี่

ที่ริมฟุตบาทฝั่งเดียวกันนั้นเอง รถม้าขนาดเล็กจอดอยู่ใต้เงาไม้ ม้าที่เทียมอยู่มีขนสีดำสนิท มันยืนนิ่งไม่ส่งเสียงแม้นิดเดียว ในที่ของคนขับรถม้ามีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมเมื่อคนทั้งสองเข้าไปใกล้

ชายผู้นั้นเปิดประตูรถ เซอครีสมองคนข้างตัว

“เชิญคุณก่อน” ชายหนุ่มตอบพร้อมผายมือไปที่ประตูรถ

“คือว่า...ฉันไม่เคยขึ้นรถม้า...ต้องทำยังไงคะ”

“ขึ้นไปตามปรกติเลยครับ” คนขับรถม้าตอบ “ไม่ต้องกลัว”

เซอครีสเลิกคิ้วเหมือนไม่เชื่อแต่ก็ปีนขึ้นไป เธอวางช่อดอกไม้ลงที่เบาะนั่งเสียก่อน ในใจก็นึกสงสัยว่าสตรียุคนั้น...ผู้แต่งกายด้วยชุดกระโปรงฟูฟ่อง...ทำยังไงถึงขึ้นพาหนะเช่นนี้ได้อย่างสะดวกสบาย ก็พอดีมือใหญ่ของชายหนุ่มส่งขึ้นมาช่วยประคองจากด้านล่าง

เพราะมีสุภาพบุรุษคอยช่วยนี่เอง

เธอขยับเข้าไปนั่งด้านในพลางหยิบช่อกุหลาบขึ้นมากอดไว้เช่นเดิม มองสำรวจรอบๆกายขณะที่ชายหนุ่มขึ้นมานั่งในที่ของเขา ภายในห้องเล็กๆนี้ดูสวยงามทีเดียว เบาะนั่งเป็นเบาะบุผ้าค่อนข้างนุ่ม หน้าต่างข้างตัวมีม่านกำมะหยี่ปิดเอาไว้

“เซอครีส” ชายหนุ่มเรียก รถม้าเริ่มขยับ

“คะ”

“เรากำลังจะไปเจนีวา” เขาเอ่ย “เส้นทางที่ข้าเลือกไว้อยู่ห่างไกลสายตาผู้คน เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครเห็นบนรถม้าคันนี้”

“มันสวยนะคะ” เธอลูบเบาะนั่งเบาๆ “รถคันนี้เป็นของคุณเหรอคะ”

“ไม่ใช่แค่ข้า...เซอครีส มันเป็นของเราจ้ะ”

ผู้ชายอะไรพูดจ๊ะจ๋า น่ารักดีหรอกนะ...แต่ว่า...ไม่ไหว

“ใช้เวลานานมั้ยคะกว่าจะถึงที่นั่น”

“ประมาณสามชั่วยามเห็นได้ ครั้งที่เรามาที่นี่ใช้เวลาเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นตอนกลางคืน น่าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น” ชายหนุ่มตอบ

“ดีเลย”เด็กสาวเอ่ย เขาเลิกคิ้วขึ้น...ไม่เข้าใจ

“เรามีเรื่องต้องคุยกันค่ะ”

~Promise~