วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

[Beautiful Soul] Part III

Part III


สิบเจ็ดตุลาคม ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาที

เซอครีส เลอ บลองเซ่ นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงเดี่ยวขนาดเล็กของตัวเอง

เธอสวมกางเกงยีนส์ขายาวตัวเก่งกับเสื้อเชิ้ตจับจีบแต่งระบายสีขาว เพราะเป็นวันสำคัญ เธอจึงพยายามทำผมแต่งหน้าอย่างดีที่สุด แต่สุดท้าย ก็ออกมาดูไม่ได้...ดูแล้วแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากล้างพวกมันออก ข้าวของที่เธอจะนำติดตัวไปด้วยมีไม่มากนัก นอกจากเสื้อผ้าและของจุกจิกแล้วก็มีแค่หนังสือไม่กี่เล่มที่ถูกเลือกจากหนังสือจำนวนมากที่มีอยู่

เด็กสาวหยิบ เจ้าสาวของแฟรงค์เคนสไตน์ ขึ้นมา เปิดดูด้านในแล้วยิ้มเมื่อเห็นร่องรอยที่ในวัยเด็กเคยฝากเอาไว้...หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มโปรดของเธอเลยทีเดียว เธอวางมันลงบนกองที่จะไม่เอาไปและมองดูมันอย่างเสียดาย...แต่หนังสือนี่ไม่ไปด้วยจะดีเสียกว่า เซอครีสเบือนหน้าหนีกองหนังสือนั้น...การต้องทิ้งหนังสือเป็นหนึ่งในสิ่งที่บีบคั้นจิตใจเด็กสาวมากที่สุด มากยิ่งกว่าการจากที่นี่ไปตลอดกาล

เธอลุกจากเตียง เดินไปหน้ากระจกแล้วพยายามจัดทรงผมให้ดูดีที่สุด เด็กสาวขยับผ้าคาดผมสีไวน์ให้เข้าที่ ลูบผมสีแดงเข้มน่ารังเกียจของตัวเองแล้วถอนใจ...สี่เดือนที่ผ่านมา เธอพยายามลดน้ำหนัก...เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นผู้หญิงที่สง่างาม แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา และเหมือนทุกที มันดูแย่กว่าที่เคยเป็นมา

เด็กสาวกลับไปที่เตียง ลูบตุ๊กตาหนูสีแดงที่เป็นเพื่อนคนเดียวของเธอในบ้านหลังนี้ มันอยู่กับเธอมานานเหลือเกิน เป็นเพื่อนที่เธอพูดคุยด้วยอยู่เสมอ และบางครั้งบางคราวหากเธอมองลึกลงไปในดวงตาของมัน เด็กสาวจะเห็นภาพผู้ชายผิวเหลืองผมดำคนหนึ่ง ผู้ชายที่ดูคุ้นตาแต่ภาพของเขาก็คล้ายมีหมอกควันบดบังอยู่



เสียงนาฬิกาปลุกที่หัวนอนของเธอร้องขึ้นเป็นเสียงไวโอลินเพลงHungarians Dance บอกเธอว่าอีกแค่หนึ่งนาทีจะถึงเวลา เด็กสาวดีดตัวขึ้นจากเตียง ลูบผมให้เรียบและตบหัวเจ้าหนูเป็นครั้งสุดท้าย เธอตบฝุ่นผงออกจากเสื้อผ้า หันไปที่ประตูห้อง รอคอยเวลาที่เขาจะมาถึง



ทันใดนั้นเอง



เสียงนาฬิกาตีดังเหง่งหง่าง...บอกเวลาเที่ยงคืน เวลาของวันใหม่ มันดังอยู่ครู่หนึ่งก็เงียบไป ไม่ทันไรเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น เป็นจังหวะ ก๊อก..ก๊อก...ก๊อก ดังแค่พอได้ยินเหมือนจะเกรงใจคนข้างใน เด็กสาวปราดเข้าไปที่ประตู กัดปากด้วยความตื่นเต้น

เขามาแล้ว เด็กสาวนึกพลางหมุนลูกบิดประตู



ร่างที่ยืนอยู่ระหว่างช่องประตูเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม เขาสูงมากอย่างที่เธอจำได้นัยน์ตาของเขาเป็นประกายสีน้ำตาล ใบหน้าของเขาขาวซีดและมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านเช่นที่เคยเป็น เขาไม่เปลี่ยนไปเลยแม้จะผ่านไปนานเกือบสี่เดือนแล้วก็ตาม ครั้งนี้เขาสวมสูทเต็มยศสีเขียวเข้มเหมือนปีกแมลงทับกับผ้าพันคอผ้าย่นสีขาวกลัดเข็มกลัดอัญมณีสีเขียวหม่น หมวกทรงสูงสีเดียวกันวางอยู่บนเส้นผมสีดำอมเทา

และในอ้อมแขนของเขาคือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่....กุหลาบสีแดงสดแซมด้วยดอกลิลลี่สีขาว กระดาษคลุมช่อเป็นสีครีมผูกด้วยริบบิ้นสีแดงเข้มแต่งลูกไม้สีขาว เซอครีสอึ้งไปกับขนาดของช่อดอกไม้นั้น

“เข้ามาข้างในก่อนสิคะ” เด็กสาวเอ่ยเมื่อรวบรวมสติได้ เขาพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะทำตามคำเชิญ เขาต้องก้มลงมากทีเดียวกว่าที่ตัวเขาและหมวกทรงสูงใบนั้นจะผ่านเข้ามาในห้องได้

“สุขสันต์วันเกิดครับ”

ชายหนุ่มเอ่ยส่งช่อดอกไม้ให้เด็กสาวที่ต้องอุ้มไว้ด้วยสองมือ

“ขอบคุณนะคะ” เซอครีสพูด พยายามเริ่มการสนทนา “มันสวยมากเลย...ไม่เคย...ไม่เคยมีใครให้ดอกไม้ฉันอย่างนี้เลย ขอบคุณจริงๆนะคะ”

“มิเช่นนั้นดอก” เขายิ้ม “เอ่อ...เสื้อชุดนี้ เหมาะกับเจ้ามากทีเดียว”

“ขอบคุณค่ะ”

ชายหนุ่มมองไปรอบๆตัว

“เราจะไปกันเลยไหม” เขาเอ่ย เด็กสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เช่นนั้น...สมบัติของเจ้ามีสิ่งใดบ้าง”

สมบัติงั้นเรอะ



เด็กสาวชี้ใบที่กระเป๋าใบเขื่องสองใบ

“ใบไหนคือเสื้อผ้า” เธอชี้ใบที่ใหญ่กว่า “มีชิ้นไหนมีความสำคัญทางจิตใจเป็นพิเศษหรือไม่”



ของเช่นนั้นจะไปมีได้อย่างไร



“เช่นนั้นก็ทิ้งเอาไว้เสียที่นี่ เราจัดเตรียมไว้ให้คุณที่บ้านแล้ว” เด็กสาวพยักหน้า...ดีเหมือนกัน เริ่มต้นทุกอย่างเสียใหม่ “สมบัติของเจ้า ส่งมาเถิด เราจักดูแลให้”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ของแค่นี้---“

“มิเป็นไร เราเต็มใจบริการเจ้า”



เขามองลึกเข้ามาในดวงตาเธอ เด็กสาวเข่าอ่อน ดวงตาคู่โตนั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับตนเองอยู่ในสภาพเปล่าเปลือย ราวกับสายตาของเขามองเข้ามาถึงก้นบึ้งของจิตใจ

เห็นอีกฝ่ายแข้งขาอ่อนชายหนุ่มก็ตกใจ ขยับจะเข้าไปประคอง แต่เด็กสาวก็โบกมือปัด

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” เซอครีสพูด ยอมให้เขารับกระเป๋าไปถือ

“เจ้าไม่ลืมสิ่งใดใช่ไหม” ชายหนุ่มที่ก้าวนำไปแล้วหันกลับมา มองไปรอบๆห้อง

“ไม่มี---” เด็กสาวมองตามและสบตากับเจ้าหนูตัวเก่า ภาพชายหนุ่มผิวเหลืองคนเดิมแวบขึ้นมาในห้วงมโนภาพ...ความรู้สึกบอกเธอว่าต้องเอาเจ้านี่ไปด้วย

“เดี๋ยวก่อน” เธอร้องแม้เขาจะไม่ได้ขยับไปไหนเลย ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิมขณะที่เด็กสาววิ่งกลับเข้าไปในห้องและออกมาพร้อมตุ๊กตาสีแดง เซอครีสเหลือบมองเขาเล็กน้อย หวังว่าเขาคงไม่คิดว่าเธอติดตุ๊กตาหรอกนะ

“เราไปกันเถิด” ชายหนุ่มเอ่ย พยักหน้าเล็กน้อยแล้วขยับให้เธอเดินนำไปที่ประตูหน้าบ้าน

“เราจะไปกันยังไงคะ” เด็กสาวถาม

“ทางรถ” ชายหนุ่มยิ้ม “เจ้าคงไม่คิดว่าเราเดินมาจากเจนีวาหรอกนะ” พอดีกับที่คนทั้งสองออกมาพ้นเขตบ้าน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบร่างคนทั้งคู่ที่เริ่มออกเดินไปตามถนน

เที่ยงคืนกับอีกแปดนาทีตามนาฬิกาของเซอครีส มันเป็นเวลาที่เงียบสงบ ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้คงหลับใหลกันไปเสียหมดแล้ว เด็กสาวสังเกตคนข้างตัว เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นใบหน้าของเขาที่ถูกเงาของหมวกใบโตนั้นบดบัง แต่ก็พอมองเห็นได้ว่าดวงตาของเขาจับจ้องอยู่แต่ที่พื้นถนนเบื้องหน้า เมื่อรู้สึกว่าคนข้างตัวมองอยู่ดวงตาคู่นั้นก็เบือนมาสบและยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

ชายหนุ่มเดินตัวตรงดูสง่างาม ก้าวเดินอย่างมั่นคง จังหวะก้าวเดินของเขาไม่เร็วเลย...

เซอครีสนึก เป็นไปได้ว่าเขาชะลอฝีเท้าเพราะเกรงใจเธอ...แต่มันก็ช้าเกินไป เสียงไม้เท่ากระทบพื้นดัง กึก กึก กึก

“ขอโทษนะคะ...แต่ว่า ไม้เท้านี่...” เด็กสาวเอ่ย ชายหนุ่มเหลือบมองวัตถุที่ว่าแล้วตอบ

“ในสมัยของเราเมื่อร้อยกว่าปีก่อน บุรุษในสมัยนั้นนิยมพกพาไม้เท้าเช่นนี้ เราเองก็อยู่กับไม้เท้าอันนี้มาตั้งแต่ครานั้น” เขาตอบ “แต่หากเจ้าไม่ชอบ หากมันขัดหูขัดตาเจ้า จะให้เราเก็บเสียก็มิเป็นไรดอกนะ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ที่ถามก็เพราะว่ามันสวยดี...ก็เลย...” เซอครีสรีบขัด เธอเห็นท่วงทีการเดินของเขาที่คล้ายอาศัยไม้เท้านั้นพยุงกาย แต่เมื่อเขาตอบเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

หลังจากเลี้ยวที่ท้ายซอยแล้ว ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนทั้งสองคือภาพของสนามเด็กเล่นที่มีต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง น่ากลัวว่าใต้พงหญ้าจะมีอสรพิษนอนรออยู่ ของเล่นที่มีอยู่ก็เก่าจนขึ้นสนิม นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาที่นี่

ที่ริมฟุตบาทฝั่งเดียวกันนั้นเอง รถม้าขนาดเล็กจอดอยู่ใต้เงาไม้ ม้าที่เทียมอยู่มีขนสีดำสนิท มันยืนนิ่งไม่ส่งเสียงแม้นิดเดียว ในที่ของคนขับรถม้ามีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมเมื่อคนทั้งสองเข้าไปใกล้

ชายผู้นั้นเปิดประตูรถ เซอครีสมองคนข้างตัว

“เชิญคุณก่อน” ชายหนุ่มตอบพร้อมผายมือไปที่ประตูรถ

“คือว่า...ฉันไม่เคยขึ้นรถม้า...ต้องทำยังไงคะ”

“ขึ้นไปตามปรกติเลยครับ” คนขับรถม้าตอบ “ไม่ต้องกลัว”

เซอครีสเลิกคิ้วเหมือนไม่เชื่อแต่ก็ปีนขึ้นไป เธอวางช่อดอกไม้ลงที่เบาะนั่งเสียก่อน ในใจก็นึกสงสัยว่าสตรียุคนั้น...ผู้แต่งกายด้วยชุดกระโปรงฟูฟ่อง...ทำยังไงถึงขึ้นพาหนะเช่นนี้ได้อย่างสะดวกสบาย ก็พอดีมือใหญ่ของชายหนุ่มส่งขึ้นมาช่วยประคองจากด้านล่าง

เพราะมีสุภาพบุรุษคอยช่วยนี่เอง

เธอขยับเข้าไปนั่งด้านในพลางหยิบช่อกุหลาบขึ้นมากอดไว้เช่นเดิม มองสำรวจรอบๆกายขณะที่ชายหนุ่มขึ้นมานั่งในที่ของเขา ภายในห้องเล็กๆนี้ดูสวยงามทีเดียว เบาะนั่งเป็นเบาะบุผ้าค่อนข้างนุ่ม หน้าต่างข้างตัวมีม่านกำมะหยี่ปิดเอาไว้

“เซอครีส” ชายหนุ่มเรียก รถม้าเริ่มขยับ

“คะ”

“เรากำลังจะไปเจนีวา” เขาเอ่ย “เส้นทางที่ข้าเลือกไว้อยู่ห่างไกลสายตาผู้คน เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครเห็นบนรถม้าคันนี้”

“มันสวยนะคะ” เธอลูบเบาะนั่งเบาๆ “รถคันนี้เป็นของคุณเหรอคะ”

“ไม่ใช่แค่ข้า...เซอครีส มันเป็นของเราจ้ะ”

ผู้ชายอะไรพูดจ๊ะจ๋า น่ารักดีหรอกนะ...แต่ว่า...ไม่ไหว

“ใช้เวลานานมั้ยคะกว่าจะถึงที่นั่น”

“ประมาณสามชั่วยามเห็นได้ ครั้งที่เรามาที่นี่ใช้เวลาเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นตอนกลางคืน น่าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น” ชายหนุ่มตอบ

“ดีเลย”เด็กสาวเอ่ย เขาเลิกคิ้วขึ้น...ไม่เข้าใจ

“เรามีเรื่องต้องคุยกันค่ะ”

~Promise~

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น