เสื้อสีเหลืองกับแยมสตอเบอร์รี่
Story by – Antaures
คุณเชื่อในจินตนาการไหม
เคยไหมที่ฝันอยากให้ความฝันที่ดูจะไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้กลายเป็นจริง
อยากให้สัตว์เลี้ยงแสนรักที่ตายไป หรือคนสำคัญที่จากไปแล้วฟื้นกลับมา
อยากให้คนที่เฝ้าฝันถึงทุกค่ำคืนหันมามองบ้าง
เคยไหมที่อยากให้คนที่อยู่ในฝันลุกขึ้นมาอยู่ข้างๆคุณในโลกแห่งความเป็นจริง
หรืออยากจะเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน ที่ๆใครจะทำอะไรก็ได้
เสกคาถา ร่ายเวทย์มนต์ มีแต่ความสุข
แล้วหากจินตนาการ ความฝันเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาเล่า
ถึงตอนนั้น คุณจะทำอย่างไร...
-x-x-x-x-x-x-
บทที่ 1 : Fantasy or Reality
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อแนมค่ะ อยู่ชั้นม.3 โรงเรียนS ค่ะ...เอ๋ ไม่รู้จักเหรอคะ ก็โรงเรียนที่ปลูกทานตะวันแซมหญ้าที่หลังโรงเรียนนะค่ะ ฉันมีน้องสาวสองคน ชื่อน้ำกับนุ่มค่ะ น้ำห่างกับฉันสามปี ตอนนี้อยู่ป.6 ส่วนนุ่มอยู่อนุบาล2ค่ะ ห่างกับฉันตั้ง10ปีแน่ะค่ะ
บ้านของฉัน...อืม...บ้านของพ่อสินะ เพราะพ่อเป็นคนผ่อน เอ...ของแม่สิ เพราะแม่เป็นผู้บัญชาการสูงสุด (55+) จะบ้านของใครก็เถอะ บ้านหลังนี้เป็นบ้านเดี่ยวสูงสามชั้นค่ะ ทาสีเหลือง หลังคาสีแดง สนามหญ้ากว้างและรกเพราะมีต้นไม้เต็มไปหมด...ฝีมือพ่อเขานะค่ะ ในสนามมีกระต่ายสองตัวที่คอยช่วยเหลือด้านการทำรก ตัวนึงสีดำหลังสีน้ำตาล อีกตัวสีขาวลายสีน้ำตาล ตัวเมียทั้งคู่ค่ะ
ชั้นหนึ่งประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องหนังสือไว้ทำการบ้าน อ่านหนังสือ และอื่นๆสุดแต่ผู้ใช้ห้องจะนึกออก ห้องครัว และที่ขาดไม่ได้ ห้องน้ำค่ะ ชั้นสองเป็นห้องนอนของพ่อกับแม่แล้วก็ห้องพระของพ่อ (พ่อฉันชอบสะสมพระเครื่องค่ะ) ชั้นสามมีห้องนอนสามห้อง ห้องน้ำสองห้อง พอขึ้นบันไดมาทางขวามือจะเป็นห้องที่ฉันกับน้องนอนอัดกันสามคน ตรงหน้าจะเป็นห้องเก็บสมบัติ ถัดไปทางซ้ายมือจะเป็นห้องว่างที่เตรียมเอาไว้เผื่อแขก
ขอเท้าความถึงเรื่องเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนที่ฉันย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้ใหม่ๆ ใครๆก็บอกว่าฉันเป็นพวกเพ้อฝัน บ้าๆบอๆ ก็ยอมรับล่ะนะ ฉันมีเพื่อนมากมาย เป็นที่รักของเพื่อนๆก็จริง ทั้งๆที่เพื่อนแต่ละคนทยอยกันมีแฟนทีละคนสองคน สุดท้ายก็เหลือแต่ฉันที่ไม่มีคนรักกับเขาสักที...ก็คงเพราะไอ้เรื่องเพ้อจนเกินเหตุนี่ล่ะค่ะ ฉันคงคิดมากเกินไปจนเก็บไปฝัน ในฝันคนรักของฉันเป็นเด็กผู้ชายผมสีน้ำตาล ตาสีน้ำตาลไหม้ สวมเสื้อยืดสีเหลืองกับกางเกงชุดนอนสีเทา ฉันฝันถึงเขาแทบทุกคืน และบ่อยครั้งรีบนอนก่อนน้องๆเพื่อที่จะได้พบเขาเร็วๆ เพ้อจริงๆใช่ไหมคะ
สิ่งที่ตามมาก็คือการผลาญงบประมาณ(ที่เก็บสะสมไว้ในกระปุกออมสิน)อย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดในรอบสิบปีเพื่อแลกมาซึ่งกระดานผ้าใบสำหรับวาดภาพ พู่กัน จานสี และสีน้ำมันอย่างดีหนึ่งกล่อง เล่นเอากระเป๋าแห้งกันเลยทีเดียว ฉันวาดรูปเด็กหนุ่มในฝันอยู่เจ็ดวัน กระดานผ้าใบนั้นก็ปรากฏเป็นรูปเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีเหลืองกับกางเกงสีเทากำลังเตรียมอาหารเช้า ในมือถือแยมสตอเบอร์รี่กับนมร้อนในแก้วเซรามิค ทำไมถึงรู้ว่าเป็นนมร้อน...รู้สิคะ ก็ฉันวาดของฉันเองกับมือ ทำไมจะไม่รู้ 55+ (ขวานผ่าซากนี่หว่า)
ฉันตั้งชื่อเขาว่า ‘ยูคุง’ จากชื่อนักร้องคนโปรดของฉัน ‘พี่ยูอิจิ’
พอดีกับที่มีการประกวดวาดรูปสีน้ำมัน ฉันส่งรูปยูคุงไปประกวด แล้วก็ได้รางวัลเหรียญทองมาชมเล่นๆแก้เซ็งค่ะ (เล่นๆแก้เซ็งเรอะ!) พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายดีใจกันยกใหญ่ แม่เอารูปยูคุงไปใส่กรอบให้อย่างดี ส่วนคนอื่นๆ...ฉันก็ได้คุณทรัพย์มาคนละเล็กละน้อย รวมๆแล้วก็เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ ‘เอาไว้เป็นงบประมาณสนับสนุนคนเก่ง’ ก็ตามนั้นล่ะค่ะ
พ่อบอกว่าจะแขวนยูคุงไว้ในห้องนั่งเล่น เจ๊กไปพม่ามาจะได้อวด (บ้านนี้ไม่รับแขกค่ะ กริ่งหน้าบ้านก็ไม่มี เลยไม่มีห้องรับแขก มีแต่ห้องนั่งเล่น) แต่ฉันไม่เอาด้วย ขอโทษ...นี่รูปแฟนหนูนาพ่อ เอาไปอวดเขาได้ไง เกิดเจ๊กแขกพม่าของพ่อติดใจแฟนหนูขึ้นมาจะทำไง (ฮา...ดีไหมเนี่ย)
ดังนั้นยูคุงก็เลยระเห็จมาอยู่ที่ห้องเก็บสมบัติ
อย่างที่บอกไปแล้ว ห้องเก็บสมบัตินี่สร้างมาโดยจุดประสงค์จะให้เป็นห้องนอนค่ะ เพราะอย่างนั้นจึงมีเตียงอยู่ เป็นเตียงคู่ที่แถมมากับตัวบ้าน มีที่นอน ผ้าปู หมอนสองใบเรียบร้อย ขาดก็แต่ผ้าห่มนี่ล่ะค่ะ ฉันแขวนรูปเขาไว้ข้างๆหัวนอนด้านที่อยู่ใกล้กับประตู พอเปิดประตูแล้วบานประตูก็จะปิดรูปไว้พอดี พ่อบอกว่าเสียดาย เพราะปรกติแล้วคนที่เข้ามาในห้องนี้ จุดประสงค์หลักเลยก็คือเอาข้าวของที่(น่าจะ)ถูกเก็บไว้ในห้อง พอเอาของเสร็จแล้วก็ออกไป ไม่มีใครปิดประตูตามหลังเวลาเข้าห้อง มีก็แต่ปิดตอนออกไม่ให้นกหนูจิ้งจกแมลงสาบเข้ามาได้ก็เท่านั้น พ่อแกตื้อหลายทีแล้วให้ฉันย้ายยูคุงไปไว้ที่ฝาข้างอื่น คนอื่นจะได้เห็นบ้าง แต่ไม่ล่ะ…แฟนฉันนี่
ดังนั้นจึงไม่มีใครเจอยูคุงนอกจากฉัน แล้วห้องนี้ก็กลายมาเป็น ‘ห้องของยูคุง’ ฉันรื้อปลอกหมอนและผ้าห่มมาได้ครบชุด จัดที่นอนให้เรียบร้อย ปูผ้าปู ตบหมอนให้ฟู ดึงผ้าห่มให้ตึง สิ่งที่เด็กม.สามคนนี้ทำได้บ้าบอสมกับมีน้องอยู่อนุบาล2ก็คือ เอาหมอนข้างวางนอน จัดให้เป็นตัวคนแล้วคลุมผ้าห่มปิด เอาวิกผมที่เคยใช้ในงานวันฮาโลวีนมาใส่ให้แล้วก็ทำเป็นว่านั่นคือยูคุงนอนอยู่! คิดได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้วฉันยังเข้าไปนั่งข้างๆที่ขอบเตียงแล้วก็ลูบผมเขา ทำเป็นว่าร้องเพลงกล่อมเขาให้หลับด้วยนะ! เออ...ตกลงเป็นแฟนรึเป็นลูกเนี่ย 55+
มีเวลาว่างเป็นไม่ได้ฉันต้องเข้ามาขลุกอยู่ในห้องนี้ จัดที่นอนบ้างล่ะ เล่นตุ๊กตาบ้างล่ะ จัดงานเลี้ยงน้ำชากับพวกตุ๊กตาบ้างล่ะ แน่นอนว่าฉันกับยูคุงเป็นเจ้าภาพ หุๆๆ ทุกครั้งที่ขาดไม่ได้ก็คือเพลงของพี่ยูอิจิที่จะต้องเปิดคลอเบาๆ ระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือหรือถักตุ๊กตาโครเชต์ บางคืนก็แอบเข้ามาเปิดแอร์นอนห้องนี้ โอ๊ย~สารพัดอย่างที่ฉันทำในห้องนี้กับยูคุง กินข้าวยังมีเลยเอ้า!
ที่ต้องอธิบายละเอียดเสียขนาดนี้ก็เป็นเพราะ มันมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นที่บ้านของฉันค่ะ เรื่องนั้นเกิดขึ้นที่ชั้นสาม ห้องเก็บสมบัติ...ห้องของยูคุงนี่ล่ะค่ะ
เรื่องประหลาดเริ่มขึ้นอย่างไม่ประหลาด ฉันกับครอบครัวไปเที่ยวทะเลที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีซึ่งคุณตาของพวกเราเคยเป็นทหารเรืออยู่ที่นั่นค่ะ นายพลเลยนะคุณ...พลเรือเอกด้วย เราฝากกุญแจชุดหนึ่งไว้กับเพื่อนบ้านติดกันซึ่งสมาชิกประกอบด้วยคุณตาคุณยายและคุณลุงอีกหนึ่งคน เผื่อว่าเกิดน้ำไหลไฟรั่วหรือกระต่ายหิวตายจะได้มีคนเข้าไปดูแลได้ ฉันบอกกับยูคุงเหมือนกับทุกๆครั้งที่จะออกจากบ้านว่าฝากดูแลบ้านด้วย
อย่างที่พ่อกับแม่คาดการณ์ไว้ อีกสามวันหลังจากนั้นเมื่อพวกเรากลับจากสัตหีบ คุณยายข้างบ้านก็รีบเข้ามาหาทันที ก็ไอ้เรื่องน้ำไหลไฟรั่วนั่นล่ะค่ะ ท่านบอกว่าเมื่อวานมีพายุพัดแรง ท่านเห็นกระจกหน้าต่างบนชั้นสามไม่ได้ปิดไว้จึงขึ้นไปดู จะปิดให้เพราะกลัวฝนสาดข้าวของเปียกเสียหาย
คุณยายบอกว่าทันทีที่ท่านขึ้นไปเหยียบชั้นสาม ผู้ชายคนหนึ่งก็เข้ามาขวางทาง ตะโกนถามท่านว่าเป็นใคร จะเข้าไปทำไม ไม่ให้เข้า แล้วก็ยืนขวางอยู่อย่างนั้น
คุณยายตอบเขาไปตามจริงว่าเป็นเพื่อนบ้าน จะมาปิดหน้าต่างให้ กลัวฝนสาด เขาก็เสียงอ่อนลง บอกว่าจะปิดเอง ให้คุณยายกลับบ้านไป รู้สึกตัวอีกทีก็กลับมาอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองแล้ว คุณยายบอกอย่างนั้น ถึงตอนนี้คุณตาก็ตะโกนข้ามรั้วมาว่าคุณยายคงฝันไปเอง คุณยายปฏิเสธพัลวัน บอกว่าท่านเห็นจริงๆ พ่อพูดทีเล่นทีจริงว่าบ้านนี้ไม่มีผู้ชายหรอก นอกจากพ่อแล้วก็มีแต่คนที่ยืนยิ้มอยู่ในกรอบไม้ในห้องชั้นสามนั่นแหล่ะ
เพราะคำพูดประโยคนั้นฉันจึงเอะใจ ถามคุณยายถึงรูปพรรณสัณฐานของผู้ชายคนนั้น คุณยายบอกว่าเห็นไม่ชัดเพราะไม่ได้ใส่แว่นไปด้วย
มันคงไม่ประหลาดเท่าไรหากไม่มีครั้งที่สอง ฉันไปเที่ยวชายทะเลกับครอบครัวเช่นเดิม คราวนี้ที่ชะอำ หัวหิน เหมือนทุกๆครั้ง พ่อกับแม่ฝากกุญแจไว้กับเพื่อนบ้าน และฉันก็บอกยูคุงให้ดูแลบ้านดีๆ คราวนี้เป็นคุณลุง คุณลุงเข้าไปให้อาหารกระต่ายและรดน้ำต้นไม้ในสวนรกๆ ได้ยินเสียงกุกกักจากข้างบนก็รีบขึ้นไปดูในบ้านเพราะเกรงว่าจะเป็นขโมย
เหมือนกับกรณีของคุณยาย คุณลุงตรวจดูทุกห้อง ทุกชั้น จนไปถึงชั้นสาม ผู้ชาย...คุณลุงระบุแน่นอนว่าเป็นเด็กหนุ่ม...ยืนจังก้าขวางทางอยู่ ร้องถามว่าจะไปไหน ไม่ให้ไป ก็เหมือนกับคุณยายอีกเช่นเดิม คือคุณลุงตอบไปว่าเป็นเพื่อนบ้าน เข้ามาดูเพราะได้ยินเสียงกุกกัก นึกว่าเป็นขโมย
เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ตอบอะไร หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป คุณลุงบอกว่าเป็นห้องของยูคุง เช่นเดิม คุณตาบอกว่าคุณลุงคงตาฝาด หรือไม่ก็ฝันกลางวัน คุณลุงก็ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเห็นกับตาจริงๆ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นด้วยกับคุณตา
ฉันถามรูปร่างหน้าตาเด็กหนุ่มคนนั้น คุณลุงให้คำตอบที่ชัดเจนจนฉันมั่นใจว่าท่านไม่ได้คิดไปเอง
ครั้งที่สาม คราวนี้ไม่ได้ไปเที่ยว เป็นช่วงเย็นระหว่างที่พวกเรายังไม่ถึงบ้าน วันเรากลับบ้านช้าเป็นพิเศษเพราะเป็นวันเกิดของยัยน้ำ เราไปกินมื้อเย็นกันที่ร้านหมูกระทะแถวบ้านตามคำเรียกร้องของแม่ธิดาช้างเจ้าของวันเกิด กว่าแม่คุณจะอิ่มก็ประมาณทุ่มกว่าๆ กลับถึงบ้านก็พบรถตำรวจเปิดหวอจอดอยู่หน้าบ้าน
แม่ฉันตกใจแทบตาย เข้าไปถามก็ได้ความว่าเมื่อเย็นมีขโมยขึ้นบ้านเรา คุณลุงได้ยินเสียงของแตก ตามมาด้วยเสียงเหมือนคนต่อสู้กันและเสียงโครมครามเหมือนใครสักคนกลิ้งตกบันได
ท่านรู้ว่าในบ้านไม่มีใครอยู่ คิดว่าคงเป็นขโมย คราวนี้ไม่มีกุญแจเหมือนคราวก่อนจึงไปขอแรงคุณพี่บ้านถัดไปมาช่วยกันพังประตูเล็กหลังบ้าน พบว่าเป็นขโมยตามคาด หัวขโมยคนนั้นนอนสลบไสลอยู่กลางพื้นจึงช่วยกันเรียกตำรวจลากส่งตัวเข้าห้องกรงไปเป็นที่เรียบร้อย
หัวขโมยคนนั้นให้การแปลกๆถึงสาเหตุของสภาพที่นอนสลบรอให้ตำรวจมาจับเช่นนั้น เขาบอกว่าตั้งใจจะขึ้นไปขโมยทรัพย์สินในบ้านหลังจากแอบดูความประพฤติของพวกเราห้าคนมาพักใหญ่ ได้ยินเราตกลงกันว่าวันนี้จะไปกินข้าวกลับบ้านดึกจึงเข้ามาขโมยของ ตั้งใจว่าจะขโมยทีวีในห้องนอนแม่
เขาขึ้นไปสำรวจชั้นสามเพื่อหาของที่พอลักไปได้ ก็พบเหตุการณ์เช่นเดียวกับสองกรณีก่อนหน้า เด็กหนุ่มร่างสูงยืนขวางหน้า ไม่ยอมให้เขาเข้าไป ครั้งนี้ไม่พูดหรือถามคำถามใดๆ เขาถูกเด็กหนุ่มคนนั้นถีบตกบันไดไปกระแทกกับชั้นหนังสือที่ชานบันไดจนกรอบรูปหล่น เป็นที่มาของเสียงแตก พอถูกทำร้ายร่างกายตนจึงโกรธ กลับขึ้นไปจะเอาคืน เกิดการต่อสู้กันยกใหญ่ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายพลาดท่าถูกถีบกลิ้งตกบันไดลงมาสลบเหมือดอย่างที่คุณลุงและคุณพี่มาพบเข้านั่นเอง
ฉันถามตาลุงขโมยนั่นถึงเรื่องเดิม รูปพรรณสัณฐานของเด็กหนุ่มที่ว่า ปรากฏว่าคำให้การของทั้งสามคน พยานในเหตุการณ์ทั้งสามครั้งตรงกันไม่มีผิดเพี้ยน
“เด็กผู้ชายหนุ่มๆ ใส่เสื้อสีเหลือง กางเกงสีเทา”
“หน้าตาเหรอ...มองไม่ทันนะ มันเร็วมากเลย”
“สูงสัก...ร้อยเจ็ดสิบได้มั้ง”
“ดูวัยรุ่น น่าจะสัก 17-18ได้”
“ผมสีน้ำตาล ยุ่งๆเหมือนเพิ่งตื่นนอน”
“แน่ใจสิ ก็บ้านนี้ไม่มีลูกชายไม่ใช่เหรอ”
คุณตำรวจตัดสินว่าอีตาหัวขโมยคนนี้คงเป็นพวกจิตไม่ปรกติ ก็ถูกส่งเข้าหลังคาแดงกันไป แต่จากรูปพรรณสัณฐานที่ว่านั่น คำพูดที่เหมือนกันไม่มีผิด มันเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ และฉันรู้ดี รู้ได้อย่างไรไม่ทราบ ว่าเด็กหนุ่มในเหตุการณ์ทั้งสามเป็นคนเดียวกัน และหลังจากนำคำบอกเล่าของทั้งสามมารวมกัน ผลที่ได้ออกมาตรงกับ
...ยูคุง...ยูคุงผู้ชายในฝันของฉันนั่นเอง...
ฉันแตะแผ่นอกที่อยู่ใต้กรอบกระจกของยูคุงเบาๆ สิ่งที่ฉันอยากทำมากที่สุดก็คือกอดคนรักในจินตนาการคนนี้สักครั้ง อยากถามว่าเขาคือเด็กผู้ชายคนนั้นตามที่ฉันคิดใช่ไหม...แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยูคุงเป็นแค่รูปวาด...คิดแล้วก็ปวดใจนัก แต่ทว่ามันเป็นความจริง...ถึงพูดไปอย่างไรเขาก็ได้แต่ยิ้มตอบกลับมา แล้วหากฉันกอดเขา ผืนผ้าใบก็จะขาด แล้วยูคุงก็จะจากฉันไปตลอดกาล
-x-x-x-x-x-x-
ฉันหลับไปบนเตียงของยูคุงอีกแล้ว ฝันว่ายูคุงมาหาฉันตอนหลับ เขาลูบผมฉันเบาๆ กระซิบข้างหูฉัน บอกฉันว่าเขารักฉัน เขาจะคอยดูแลฉัน อยู่ข้างๆฉันเสมอ แล้วก็เหมือนเคย เขาร้องเพลงกล่อม เพลงเดิม เพลงของพี่ยูอิจินั่นแหล่ะ ร้องได้ไม่ถึงครึ่งเพลงฉันก็ตื่น
ข้างหมอนที่ฉันใช้นอนมีแซนด์วิชทาแยมสตอเบอร์รี่คู่หนึ่ง หั่นเป็นคำๆเสียบไม้จิ้มฟัน จัดวางอย่างน่าทานในจานกระเบื้องสีขาว บนโต๊ะข้างเตียงมีแก้วใส่นมอุ่นๆกลิ่นหอม แม่ฉันน่ะไม่ทำอะไรเสียเวลาแบบนี้หรอก คงเป็นยัยน้ำละมั้ง ฉันว่านะ...ฉันกินมันจนหมดแล้วยกจานลงไปเก็บ เจอยัยน้ำนอนอืดดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่นเลยเข้าไปหอมแก้มเสียทีหนึ่ง
“อะไรของพี่เนี่ย!!!~” ดู...โวยวายแต่เช้าเลยน้องฉัน
“ก็ตอบแทนอาหารเช้าไง”
“อาหารเช้าอะไร!!!!~” ฉันยกจานเปล่าให้ดู
“เปล่าซะหน่อย!”
มันโวยวายใหญ่เลย...สงสัยคงเขิน หึๆๆ ก็เคยทำอะไรแบบนี้ซะที่ไหนล่ะ ฉันอยู่มาสิบสี่ปีเพิ่งได้อะไรจากน้องก็วันนี้แหล่ะ ฉันอาบน้ำแล้วก็ไปหายูคุงเหมือนเดิม คราวนี้ฉันยกพัดลมขึ้นมาด้วยแล้ว ฮ่าๆๆ จะได้หายร้อนซะที (แม่ไม่ให้เปิดแอร์ตอนกลางวันค่ะ หน้าต่างเปิดไปก็ไม่ค่อยได้ลม) เอ...วันนี้ทำไมยูคุงดูแปลกๆก็ไม่รู้ หน้าบูดยังกับคนถ่ายไม่ออกมาสามวัน...คงเพราะแสงเงากระมัง?
-x-x-x-x-x-x-
“ยูคุง~♥ คืนนี้ขอนอนด้วยคนนะค้า~” ฉันประกาศขณะหอบผ้าผอบผ่อนย้ายห้องนอน ฉันจัดที่นอนใหม่ ย้ายหมอนของยูคุงไปวางข้างๆแล้วเอาหมอนของฉันมาวางแทน เอาหมอนข้างวางแทนคนที่นอนตรงนั้น เพราะพอเปิดแอร์แล้วนอนคนเดียวมันเหงา...หนาวน่าดูเลยนาคุณ ฉันเปิดเพลงของพี่ยูอิจิ ตั้งโปรแกรมให้ร้องท่อนฮุคท่อนเดียวแล้วล้มตัวลงนอน
ขณะที่ฉันเริ่มเคลิ้มและกำลังจะหลับ ราวกับว่าว่าสรรพสิ่งรอบกายค่อยๆจางหายไป ทั้งเสียงแอร์และเสียงเพลงที่ร้องซ้ำไปซ้ำมาของพี่ยูอิจิ สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกได้คือความเย็นที่กระทบร่างเมื่อผ้าห่มถูกเลื่อนออก ตามด้วยหมอนข้างในอ้อมกอด ก่อนจะแทนที่ด้วยเรือนกายที่แผ่ไออุ่นออกมา ผ้าห่มถูกดึงกลับมาคลุมเช่นเดิม พร้อมอ้อมแขนแข็งแรงและอบอุ่นที่โอบกอดฉันเอาไว้
“ยูคุง...เหรอ”
ประโยคนั้นหลุดออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ฉันจะหลับไป ประโยคสั้นๆประโยคหนึ่งที่แผ่วเบาไม่แพ้กันก็ดังเข้ามาในโสตประสาทที่เรือนราง
“ครับ...ผมเอง”
-x-x-x-x-x-x-
ฉันตื่นขึ้นมาเช้าวันรุ่งขึ้น รู้สึกว่าที่ข้างตัวว่างเปล่า ไม่มีทั้งหมอนข้างและร่างของยูคุง
“ยูคุง?”
มองซ้ายมองขวา มองหาเท่าไรก็ไม่เจอ ร้องเรียกหา คิดว่าเขาจะออกมาจากเงามืด บอกฉันว่าเขาอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่มี...
หรือเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน...ไม่น่า ที่ข้างตัวฉันยังมีกระแสความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย รอยคนนอนก็มี...หรือว่าฉันนอนดิ้น แล้วถีบหมอนข้างตกเตียงไปเอง...ฉันฝันไปงั้นหรือ ไออุ่นที่ได้รับตลอดคืนเป็นเพียงสิ่งที่แผ่ออกมาจากตัวฉันเองงั้นหรือ แล้วอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นนั่นละ เสียงหัวใจเต้นและลมหายใจแผ่วๆที่กระทบผิวกายฉันล่ะ ทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน เป็นแค่จินตนาการของฉันงั้นหรือ
-x-x-x-x-x-x-
ฉันกลับไปนอนห้องฉันแล้ว เช้านี้ไม่มีแซนด์วิชวางข้างหมอนเหมือนที่ผ่านๆมา แต่เมื่อฉันไปหายูคุงที่ห้อง ฉันก็พบแซนด์วิชอยู่ข้างหมอนใบเดิม ตำแหน่งเดิม เป็นแซนด์วิชแยมสตอเบอร์รี่กับนมร้อนเช่นเดิม คราวนี้แซนด์วิชนั่นตัดเป็นรูปหัวใจเล็กๆหลายดวง ไม้จิ้มฟันที่เสียบไว้ก็มีโบว์ผูกเรียบร้อย เออแฮะ...ยัยน้ำน่ารักขึ้นทุกวัน สงสัยซ้อมไปทำให้แฟนแน่เลย
ฉันจัดการมันหมดภายในสามนาที...ก็หิวนี่นา เดี๋ยวก่อน...นั่นอะไรน่ะ ผงขาวๆที่พื้นน่ะ ฉันหยิบขึ้นมาดูและพบว่ามันคือ เศษขนมปัง!?
เฮ้ย...ยัยน้ำคิดยังไงมาทำแซนด์วิชในห้องยูคุงเนี่ย เลอะเทอะหมดพอดี ดู...ทิ้งแยมไว้บนเตียงอีก เอ...แม่เปลี่ยนไปซื้อแยมอิมพอร์ตตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
“ดูสิยูคุง เหมือนแยมของยูคุงเลย” ฉันชูขวดแยมให้เขาดู
เอ๊ะ...แยมของยูคุงงั้นเหรอ ตอนนี้ในมือของยูคุงมีแต่ความว่างเปล่า ฉันจำได้นะว่าวาดขวดแยมไว้ในมือยูคุง ฉันนั่งลงเงาขวดนั่นอยู่ตั้งนาน แล้วมันหายไปไหนเนี่ย!!?
“แม่จ๋า แม่เปลี่ยนยี่ห้อแยมเหรอ” ฉันวิ่งลงไปหาความจริงในครัว
“เปล่าซะหน่อย” แม่ชูขวดแยมยี่ห้อเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองให้ดู อ้าว...แล้วไอ้ขวดนี้ล่ะอะไร
“น้ำ นี่ของแกเปล่า” ฉันเอาแยมไปให้ยัยตัวร้ายดู มันปฏิเสธพร้อมด่าฉันพัลวัน
งั้นไอ้แยมขวดนี้ก็...อย่าบอกนะว่า คนที่เตรียมแซนด์วิชพวกนั้นให้ฉันทุกเช้า คนที่เป็นเจ้าของแยมขวดนี้ คือคนเดียวกับคนที่คอยกระซิบข้างหูฉันยามหลับฝัน คนที่เป็นเจ้าของอ้อมกอดแสนอบอุ่น คนที่สัญญาว่าจะคอยดูแลฉัน คนที่ฉันคิดว่าเป็นเพียงภาพฝัน
อย่าบอกนะว่า...ยูคุง...ยูคุงคนนั้น มีตัวตนจริงๆ?!
-x-x-x-x-x-x
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น