Part VII
บ่ายวันหนึ่งไม่นานหลังจากนั้น
ห้องนั่งเล่น คฤหาสน์เบเรสฟอร์ด
เดวิดคะ” เซอครีสเอ่ยขึ้น
“ครับ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากแก้วกระเบื้องเคลือบ ยิ้มอย่างสุภาพ
“ว่าจะถามนานแล้วล่ะค่ะ รูปภาพพวกนี้—“เด็กสาวชี้รูปวาดในกรอบหรูหราที่แขวนประดับที่ฝาห้อง “ใครเป็นคนวาดเหรอคะ”
“ชอบหรือครับ” เดวิดเอ่ยยิ้มแย้ม เขาเริ่มซึมซับภาษาที่ใหม่ขึ้นจากเด็กสาวบ้างแล้ว
“ค่ะ...คุณรู้ไหมคะว่าอย่างรูปนี้—“เซอครีสชี้ที่รูปช่อดอกไม้สีน้ำตาล “ใช้อะไรวาดเหรอคะ”
“คุณสนใจศิลปะด้วยหรือครับ”
“ค่ะ”
“รูปนี้ใช้กาแฟวาดครับ” ชายหนุ่มตอบเมื่อได้รับคำตอบที่ถูกใจ “ถ้าเป็นรูปขาวดำทางนั้นเป็นถ่านครับ”
“คนวาดนี่ต้องเก่งน่าดูเลยนะคะ” เซอครีสเอ่ยชม ชายหนุ่มยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีก ทำเอาเด็กสาวเอียงคอสงสัย
“หน้าตาแบบนั้นหมายความว่าไงคะ”
“ผมวาดเองครับ ทั้งหมดนี่เลย” เดวิดตอบ เด็กสาวตาโต กระจ่างแล้วทั้งว่าเขาทำอะไรในช่วงเวลาเกือบสามร้อยปีที่ผ่านมา รวมถึงที่มาของรูปภาพจำนวนมากมายที่กระจายอยู่ทั่ว
“ฉันก็ว่า...ทำไมรูปถึงได้เยอะขนาดนี้” เซอครีสพึมพำ
“ชอบรูปไหนก็บอกซิลเวอร์เนล ให้ยกไปไว้ในห้อง” เขาพูด “ผมให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ให้มันอยู่ในที่ของมันนี่ล่ะดีแล้วค่ะ” เด็กสาวรีบขัด เดวิดวางแก้วที่ว่างเปล่าลงกับพื้นโต๊ะแล้วก้าวไปยืนหน้าผลงานของตน
“เมื่อก่อนผมใช้สีน้ำมัน” นิ้วมือใต้ถุงมือผ้าฝ้ายแตะผิวกระจกที่ปกป้องรูปวาดไว้จากภายนอกอย่างทะนุถนอม แววตาของชายหนุ่มอ่อนโยนยิ่งนักเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่รัก “อย่างรูปนี้ ผมวาดตอนอายุสิบเจ็ด...แกะพวกนี้มันน่ารักมากเหลือเกิน” เขาแตะแกะแต่ละตัวที่กำลังกินหญ้าอยู่บนเนินโดยมีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งนั่งหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ
“แล้วรูปนี้ละคะ” เซอครีสชี้ภาพพระอาทิตย์อัศดงที่อยู่ใกล้ๆกัน
“รูปนั้นผมสักสิบแปดได้กระมัง...ตอนนั้น...” เขาหลับตาลง สีหน้าเคลิบเคลิ้มเมื่อนึกถึงอดีต เซอครีสขยับเข้าไปยืนข้างกาย ค่อยๆวางมือที่ต้นแขนชายหนุ่ม เดวิดลืมตาขึ้น ก้มมองประสานสายตากับเด็กสาว
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ” เด็กสาวขมวดคิ้ว “ตั้งแต่วันนั้นคุณดูเงียบๆไปนะคะ...มีอะไรรึเปล่าคะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบ ยกมือแตะลำคอด้วยสีหน้าครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น
“ผมจะเล่าให้คุณฟังทุกอย่าง”
นั่นเองทั้งสองจึงออกจากห้องนั่งเล่น เดวิดเดินนำเด็กสาวไปตามโถงทางเดินชั้นสอง ไปทางปีกตะวันตกซึ่งเป็นส่วนอาศัยของเขาและเซอครีสไม่เคยมาเหยียบด้วยเกรงใจในความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย
หากว่าปีกตะวันออกของเธอ หรือส่วนอื่นๆของตัวบ้านมีสภาพที่เรียกว่า “เก่าแก่ ค่อนข้างทรุดโทรม” แล้วล่ะก็ ปีกตะวันตกคงจะต้องเรียกว่า “รกร้าง ไม่น่าอยู่” หน้าต่างทุกบานมีผ้าม่านหนาหนักขึงปิด นัยว่าไม่ให้แสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามาแม้แต่น้อย เทียนไขที่อยู่ตามเชิงเทียนริมฝาผนังส่องแสงสลัวๆแลดูน่ากลัว ยังดีที่ไม่มีหยากไย่หรือไยแมงมุมเพราะฟอกซ์เทลดูแลเป็นอย่างดี
ปีกตะวันตกมีห้อง ทางเดิน และระเบียงที่เหมือนกับทางปีกตะวันออก เว้นแต่สลับด้านซ้ายขวากันเท่านั้น เดวิดหยุดหน้าประตูบานใหญ่ซึ่งคาดว่าเป็นห้องส่วนตัวของเขา เขาเหลือบมองเด็กสาวแวบหนึ่งแล้วเปิดประตูออก
ห้องนี้กว้างขวางกว่าห้องของเด็กสาวเล็กน้อย ทั้งเฟอร์นิเจอร์และการประดับตกแต่งก็คล้ายคลึงกัน ห้องนี้ใช้กระดาษบุผนังสีครีม ซึ่งแม้จะขาดไปบ้างก็ยังมองเห็นลวดลายอยู่รางๆ พรมพื้นห้องเป็นสีน้ำตาลซีดจางจนมองไม่เห็นลวดลาย แต่คิดว่าน่าจะเป็นลายเดียวกับกระดาษบุผนังและเก้าอี้ชุดที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เตียงสี่เสาที่มีผ้าม่านขาดวิ่นอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง ที่หัวเตียงมีชั้นหนังสือและกรอบผ้าใบวาดรูปจำนวนหนึ่งวางพิงอยู่ ผ้าม่านหนาหนักปิดหน้าต่างทุกบานไว้ ในห้องมืดสนิท
“เชิญคุณนั่ง” เขาเอ่ย ผายมือไปทางเก้าอี้ยาว เซอครีสทำตามพลางมองไปในความมืดรอบตัว เด็กสาวเอื้อมมือจับผ้าม่านผืนหนา ปรากฏว่ามันมีฝุ่นจับหนาเตอะ เธอหันไปมองชายหนุ่มซึ่งเดินเข้ามาพร้อมบางอย่างในมือ
“ครับ?”
“ฉันเปิดนี่ได้มั้ยคะ” เธอถาม ขยับชายผ้าในมือ ชายหนุ่มอึกอัก คิดอยู่ครู่หนึ่งก็บอกอนุญาต เซอครีสเปิดม่านหน้าต่างที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด แสงสว่างส่องเข้ามาในห้อง กระทบชุดเก้าอี้เต็มที่ เด็กสาวนั่งลงใต้แสงแดดอบอุ่นนั้น แล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“อ้าว...ไม่นั่งละคะ” เขามีสีหน้าคล้ายอึดอัด คงเพราะไม่คุ้นเคยกับแสงสว่างเช่นนี้ ค่อยๆเดินมานั่งข้างๆเด็กสาว เดวิดส่งของในมือให้เธอ ปรากฏว่าเป็นสมุดปกหนังสีแดงซีด เด็กสาวเปิดออก หน้าแรกเป็นภาพของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง
“ใครคะ”
“นางผู้นั้น สมุดเล่มนี้เป็นของนาง” เขาตอบ เซอครีสเข้าใจได้ทันทีว่าเขาหมายถึงหญิงที่สาปเขาไว้ในอดีต เด็กสาวเปิดหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบเพราะกาลเวลา เนื้อหาภายในดูแล้วน่าจะเป็นบันทึกประจำวันทั่วๆไป เขียนด้วยภาษาอิตาลี บางหน้ามีรูปภาพที่คาดว่าผู้บันทึกวาดขึ้นเองคร่าวๆ ชายหนุ่มรอจนเธอดูจบแล้วจึงเริ่มเรื่อง
“อย่างที่ผมเคยบอกคุณ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล มันจำเป็นที่ผมจะต้องเป็นทายาทสืบทอด แต่ตั้งแต่ได้แผลนี้มาเมื่ออายุสิบห้า” เดวิดแตะแผลเป็นข้างแก้ม “ผมก็เจ็บออดๆแอดๆมาตลอด”
“คุณได้แผลนี้มายังไงคะ” เด็กสาวถาม สีหน้าเขาหมองลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ
“เราถูกทำร้าย โดยบุรุษผู้หนึ่งซึ่งริษยาในตัวท่านพ่อ” เซอครีสพยักหน้าเข้าใจ “มันไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมอีกเลย”
“ผมไปโรงเรียนเช่นเด็กชายทั่วไป แต่ไม่มีใคร...ไม่มีใคร...” ดวงตาของเขาฉายแววขมขื่นอย่างเห็นได้ชัด เซอครีสเอื้อมไปแตะมือเขาอย่างเข้าใจ “เมื่อผมอายุสิบแปด เกิดโรคระบาดขึ้นที่ฝรั่งเศส เพียงสองสามเดือนก็ระบาดมาถึงเจนีวา ท่านพ่อสั่งห้ามทุกคนออกจากบ้าน สั่งให้ผมหยุดโรงเรียน แต่ไม่ทัน คนใช้คนหนึ่งติดโรคมา เพียงแค่สามอาทิตย์ คนใช้ทั้งบ้านก็ป่วยกันหมด พ้นเดือนนั้น ทั้งบ้านก็เหลือแค่ผม ท่านแม่ แล้วก็ท่านพ่อ”
“หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลควบคุมการแพร่กระจายของโรค ท่านพ่อคิดว่าคงจักปลอดภัยพอแล้วจึงให้ผมกลับไปเรียน แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิด...ผมป่วยกลับบ้านหลังจากไปเรียนได้แค่สองวัน” ชายหนุ่มหยุดเพื่อพักหายใจ เขาขยับตัวอย่างอึดอัด เงยหน้าขึ้นสู้แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาแต่ก็ต้องหยีตาแล้วก้มหน้ากลับลงไป
“แล้วยังไงคะ”
“ตั้งแต่นั้นมา ผมก็อ่อนแอจนออกไปไหนไม่ได้อีกเลย ผมเริ่มวาดรูป ครึ่งหนึ่งของรูปที่ประดับอยู่ที่ปีกตะวันตกนี้ก็วาดขึ้นในช่วงนั้น พอผมครบยี่สิบเรื่องก็แย่ลง บุรุษผู้นั้น” เขาแตะรอยแผลที่ใบหน้าอีกครั้ง “บุกเข้ามาที่บ้าน เขาเข้ามาหาท่านแม่ ซึ่งบังเอิญว่าตอนนั้นท่านแม่อยู่กับผมในห้อง ทั้งสองคนทุ่มเถียงกัน ผมไม่รู้อะไรนัก แต่พอเขาตั้งท่าจะทำร้ายท่านแม่ ผมก็เข้าไปห้าม เขาผลักผมล้มกระแทกมุมโต๊ะ”
เซอครีสอุทานอย่างตกใจ เดวิดเม้มปาก พยักหน้าเล็กน้อยแล้วยกมือเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้น เด็กสาวร้องอุทานอีกเมื่อเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้กลุ่มผมเหล่านั้น...รอยแผลเป็นอีกหนึ่งรอย
“นี่คือเหตุผลที่เราทำผมเช่นนี้” เขาพูด ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลูบผมลงเช่นเดิม
“โธ่...เดวิดคะ”
“เรื่องที่สำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ...” ชายหนุ่มหันมาเผชิญหน้ากับเด็กสาวเต็มตัว แต่แสงแดดก็สว่างจ้าจนต้องยกแขนขึ้นบัง ทั้งๆที่สำหรับเด็กสาว มันก็เป็นเพียงแสงแดดอ่อนๆของประเทศเมืองหนาวแห่งนี้เท่านั้นเอง
“ฉะ...ฉันปิดผ้าม่านให้ดีกว่ามั้ยคะ” เซอครีสเริ่มไม่แน่ใจกับปฏิกิริยาต่อแสงสว่างของเขา ชายหนุ่มโบกมือปัด
“ไม่ต้อง ไม่เป็นไร แต่...” เขามองหาบริเวณที่ไม่ถูกแสงโดยตรง “ย้ายไปนั่งที่อื่นแทนจะได้ไหมครับ” เขาว่าพลางยืดกายขึ้นยืนเต็มความสูง เด็กสาวพยักหน้า ลุกยืนขึ้นบ้าง “ไปที่เตียงได้ไหมครับ” เซอครีสหันขวับ แก้มทั้งสองเป็นสีเรื่อ ผิดแต่ว่าชายหนุ่มไม่ได้สังเกต ทั้งสองย้ายไปนั่งที่ขอบเตียง
“เอ้า...คุณจะเล่าอะไรละคะ” เซอครีสเอ่ย ชายหนุ่มหัวเราะครั้งหนึ่ง สงสัยเล็กน้อยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหน้าขึ้นสีก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง เขาไม่พูดอะไร เพียงแต่ถอดถุงมือแล้วปลดเข็มกลัดอัญมณีที่กลัดไว้กับผ้าพันคอเสมอออก วางลงในมือเด็กสาว
“เข็มกลัดนี่...”
เขาไม่ตอบอะไร ถอดผ้าพันคอสีขาวออก วางลงในมือเด็กสาวที่หน้าแดงยิ่งขึ้น เซอครีสลูบคลำลวดลายของผ้าลูกไม้ที่พอเห็นได้ในแสงสลัวๆว่าวิจิตรยิ่งนัก เธอหันมองคนข้างตัว แลเห็นว่ามือเรียวของอีกฝ่ายกำลังปลดกระดุมเสื้อกั๊กก็สะดุ้งตกใจ เดวิดไม่ได้สังเกต ถอดเสื้อกั๊กออกวางข้างตัวแล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวใน
“บ้า...จะเล่าก็เล่าสิ ถอดทำไม” เด็กสาวหยุดมือคู่นั้นเอาไว้ ดวงหน้านั้นมองเห็นถนัดว่าแดงจัด ชายหนุ่มสะบัดมือหลุดจนได้ ภาพที่เธอเห็นคือเขาเลิกเสื้อเชิ้ตออก เด็กสาวหลับตาปี๋ แต่สิ่งหนึ่งที่ตาเห็นก่อนจะปิดลงก็ทำให้ต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ที่ลำคอของเขา...รอยแผลเป็นไม่กว้างนักแต่ลึกและกินบริเวณยาวตั้งแต่สันกรามไปจนถึงเนินอก ยามที่คมมีดนั้นกรีดลงมาคงสร้างความเจ็บปวดให้มากนัก ที่ดูสวยงามปนสยดสยองคือร่องรอยคล้ายรอยนาบด้วยเหล็กร้อนแดงเป็นรูปกุหลาบสามดอก ดอกตูมที่ข้างลำคอ ดอกแรกแย้มที่ระหว่างไหปลาร้าทั้งสองข้าง และดอกบานเต็มที่ซึ่งบานอยู่เยื้องลงมาที่แผ่นอกเลื้อยเกี่ยวพันกับรอยแผลเป็นนั้น
เซอครีสพูดไม่ออก ขยับมือแตะบุพผาเหล่านั้นอย่างหวาดหวั่น ร่องรอยพวกนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ใครกันนะที่กระทำเช่นนี้ได้...ช่างโหดร้ายยิ่งนัก แผ่นอกนั้นกระตุกเมื่อปลายนิ้วของเธอสัมผัส เด็กสาวนาบฝ่ามือลงไปทั้งหมด รู้สึกว่าอกของเขาช่างเย็นชืด
“จะ...ใจร้าย...ผู้ชายคนนั้น....โหดร้ายที่สุด” เซอครีสพูดเสียงสั่น น้ำตาเอ่อคลอตา “ทำกับเด็กตัวแค่นั้นได้ลงคอ....”
“ไม่ใช่ นี่มิใช่ฝีมือบุรุษผู้นั้น” เดวิดแย้ง สีหน้านิ่งสนิท “แผลนี้ นางผู้นั้นเป็นผู้ทำ”
“ทำไมกัน” เด็กสาวร้อง
“เพื่อเรา นางกรีดเพื่อฝากคำสาปลงในตัวเรา...นางพยายามช่วย...” ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นปนเจ็บปวด คล้ายจิตใจของชายหนุ่มหวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกครั้ง “ดอกกุหลาบเหล่านี้ปรากฏขึ้นหลังจากนั้น นางบอกเรา—ผม—ว่าหากจะแก้คำสาป จะต้องทำให้พวกมันหายไป”
“แล้ว...ยังไงกัน...”
เดวิดสั่นหน้า หลุบตาลงต่ำ
“ผมไม่รู้ นางสิ้นใจเสียก่อนที่จะได้พูดอะไร”
เซอครีสคว้ามือเรียวทั้งสองขึ้นมากุม สบตาเขาด้วยความเห็นใจอย่างถึงที่สุด เดวิดใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสผิวเนื้อของเธอโดยไม่มีเสื้อผ้าขวางกั้น
“ฉันจะช่วยคุณนะคะ...เดวิดคะ...ฉันสัญญา...คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ”
ชายหนุ่มพยักหน้า ขยับมือที่สั่นสะท้านขึ้นกุมหน้าอก
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ
“อกผม....หัวใจผม...” เขาตอบเสียงสั่นเครือ “มันเต้น...เต้นแรงเหลือเกิน...แรงจนผมเจ็บไปเสียหมด”
เด็กสาวขยับเข้าไปใกล้ มองเขาอย่างห่วงใย ชายหนุ่มดึงมือเล็กขึ้นนาบที่อกทำให้เธอรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่ไม่เกินคำพูดของเจ้าของเลย เซอครีสนิ่งมองมือตนเอง หัวใจดวงนั้นค่อยๆเต้นช้าลง ช้าลง จนกระทั่งหยุดไปในที่สุด เธอเงยหน้าสบตาเขา รู้สึกตกใจเล็กน้อย
“มันเป็นเช่นนี้แล” ชายหนุ่มว่า “มันไม่เต้นมาสองร้อยเจ็ดสิบห้าปีแล้ว แต่เมื่อได้พบคุณ...พออยู่ใกล้ๆคุณ--” ดวงหน้าของเขาขึ้นสีแดงเรื่อ “จู่ๆมันก็เต้นขึ้นมา แล้วก็หยุดไปเฉยๆ แต่ครั้งนี้แรงกว่าที่เคยเป็น...แม้แต่ตอนที่ผมยังมีชีวิตอยู่”
เดวิดหน้าแดง เขาก้มหน้าก้มตาสวมเสื้อผ้าเข้าที่ เซอครีสที่คิดเข้าข้างตัวเองว่าคำพูดนั้นสื่อถึงความรักที่เขามีให้เธอก็เอ่ยชวนคุย
“ฉันนึกว่าคุณ...เอ่อ...ตายแล้วซะอีก” เดวิดเหลือบมองคนพูดเล็กน้อย
“นั่นสิครับ”
“แต่หัวใจคุณยังเต้นนี่” เซอครีสแนบมือที่หน้าอกเขาอีกครั้ง รออยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกถึงจังหวะการเต้นเล็กๆที่ปลายนิ้ว “ก็แสดงว่าคุณยังไม่ตายสิคะ หัวใจคุณยังเต้น”
“ผมก็ไม่รู้” เขาสบตาเธอแล้วก็หลุบตาลงต่ำ
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
~~~~~~
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น